Breaking Share-Si
Loading...
,

ใครเป็นโรคเบาหวานอยู่ ให้กิน 9 สมุนไพรชนิดนี้ แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ใครเป็นโรคเบาหวานอยู่ ให้กิน 9 สมุนไพรชนิดนี้ แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์


1. ช้าพลู (Wild Pepper)   ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter  ชื่อวงศ์ PIPERACEAE จัดเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับการแนะนำผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากมีฤทธิ์แอนตี้ออกซิแดนท์สูงมาก ทั้งยังมีปริมาณแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินซีในปริมาณที่สูงมาก และยังไม่มีผลในการลดน้ำตาลในคนปกติอีกด้วย ในประเทศไทยมีตำรับยาพื้นบ้านที่ใช้ช้าพลูทั้งห้าต้มแก้เบาหวาน ซึ่งมีการศึกษาโดยต้มช้าพลูทั้งห้าแล้วทดสอบในกระต่ายพบว่า ช้าพลูต้มสามารถช่วยลดน้ำตาลได้ดีในกระต่ายที่เป็นเบาหวาน แต่ไม่ลดในกระต่ายปกติ

วิธีใช้ นำช้าพลูทั้งห้า (ทั้งต้นจนถึงราก) 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี้ยวให้เหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละครึ่งแก้วกาแฟ ก่อนอาหาร 3 มื้อ มีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือด

2. มะระขี้นก (Bitter Cucumber) ชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica charantia Linn. ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae เป็นสมุนไพรที่ปลูกง่าย ยอดอ่อน ผลอ่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้ มีวิตามินเอและซีสูง รวมทั้งมีรายงานการศึกษาวิจัยสรรพคุณการลดน้ำตาลในเลือดพบว่า สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบของน้ำคั้น ชาชง แคปซูล และผงแห้ง มะระขี้นกมีสารออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสของตับ โดยองค์ประกอบทางเคมีของมะระขี้นกที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด คือ p-Insulin,Charantin และ Visine
             
ตำรับยา น้ำคั้นสดมะระขี้นก ให้นำผลมะระขี้นกสด 8-10 ผล เอาเมล็ดในออก ใส่น้ำเล็กน้อย ปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่ม (ประมาณ 100 มล.) หรือรับประทานทั้งกาก แบ่งรับประทานวันละ 3 เวลา ต่อเนื่อง
ตำรับยา ชามะระขี้นก ให้นำเนื้อมะระขี้นกผลเล็กซึ่งมีตัวยามากมาผ่าเอาแต่เนื้อ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง แล้วชงกับน้ำเดือด โดยใช้มะระขี้นก 1-2 ชิ้น ต่อน้ำ 1 ถ้วย ดื่มแบบชาครั้งละ 2 ถ้วย วันละ 3 เวลา หรือต้มเอาน้ำมาดื่มหรือใส่กระติกน้ำร้อนดื่มแทนน้ำ ไม่เกิน 1 เดือนเห็นผล
ตำรับยา แคปซูลหรือลูกกลอนมะระขี้นก ให้รับประทานแคปซูลหรือลูกกลอนมะระขี้นก 500 - 1000 มก. วันละ 1-2 ครั้ง ข้อควรระวัง คนท้อง เด็ก และคนที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ควรรับประทาน

3. เตยหอม(Pandan) ชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus amaryllifolius Roxb. ชื่อวงศ์ PANDANACEAE ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เตยหอมมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการทดลองทางคลินิก ในเมืองไทยเรามีการใช้รากเตยหอมในการรักษาเบาหวานมานาน และคนที่ไม่เป็นเบาหวานก็รับประทานได้เช่นกัน

วิธีใช้ นำรากเตยหอมประมาณ 1 ขีด สับเป็นท่อนเล็กๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือด จากนั้นเคี่ยวต่อประมาณ 15-20 นาที นำยาที่ได้ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ใบเตยร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น โดยนำใบเตยหอม 32 ใบ ใบสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วชงดื่มแบบชา หรือใส่หม้อดินต้ม รับประทานเป็นยาต่างน้ำทุกวัน ข้อแนะนำ ควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน

4. กะเพรา (Holy Basil) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum sanctum L. ชื่อวงศ์ Labiatae ปัจจุบันมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า กะเพรามีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน รักษาหืด ต้านความเครียด ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ต้านฮีสตามีน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ แก้ไข้ แก้ปวด ลดคลอเลสเตอรอล และที่สำคัญ คือ ลดน้ำตาลในเลือด โดยพบว่า ใบกะเพราทำให้เซลล์ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น และจากการวิจัยในผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้ผงใบกะเพราวันละ 2.5 กรัม 4 สัปดาห์ สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ (เหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานเล็กน้อยถึงปานกลาง)

วิธีใช้ นำผงใบกระเพรามาทำเป็นชา โดยใช้ประมาณ 1 ช้อนชา กับน้ำร้อน 1 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้งแคปซูลกะเพรา ให้รับประทานวันละ 2.5 กรัมต่อวัน หรือน้ำมันกะเพรา 2-5 หยด ต่อวัน ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้กะเพราในคนท้องและหญิงให้นมบุตร

5.ตำลึง (Ivy gourd) ชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis (L.) Voigt ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae ตำลึงแสดงผลการลดน้ำตาลทั้งในสัตว์ทดลองและในคน สามารถใช้ได้ทั้งส่วนที่เป็น ใบ ราก ผล เป็นผักที่มีวิตามินเอสูงมาก รองมาจากใบยอ แมงลัก โหระพา มีวิตามินซีสูงมากกว่ามะนาว (วิตามินซี 30 มก.ต่อ100 ก. มะนาวมี 20 มก.) มีวิตามินบี 3 ช่วยบำรุงผิวหนัง มีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด นอกจากนี้ ยังช่วยระบายเพราะมีกากใยสูงอีกด้วย

วิธีใช้ นำยอดตำลึง 1 กำมือ หรือขนาดที่กินพออิ่ม โรยเกลือ หรือเหยาะน้ำปลา (เพื่อความอร่อย) ห่อด้วยใบตองเผาไฟจนสุก แล้วรับประทานให้หมดหรือกินจนอิ่ม รับประทานก่อนนอนติดต่อกันสามเดือน

6. ว่านหางจระเข้ (Aloe) ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera Linn. ชื่อวงศ์ Aloaceae ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยประโยชน์ว่านหางจระเข้ทั้งทางยาและเครื่องสำอาง ในส่วนที่เป็นยานั้นพบว่า ช่วยลดน้ำตาลในเลือดทั้งในคนและสัตว์ทดลอง กระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ดังนั้นจึงเหมาะในผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีใช้ รับประทานเนื้อว่านหางจระเข้สดวันละ 15 กรัม ทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

7. อบเชยจีน (Chinese Cinnamon) ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) J.S. Presl /Cinnamomum aromaticum Nees ชื่อวงศ์ Lauraceae. ล่าสุดได้มีการค้นพบสรรพคุณของอบเชยในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยพบว่าในอบเชยมีสาร Methylhydroxy Chalone Polymer (MHCP) ที่ทำให้เซลล์ไขมันตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้อินซูลินทำงานได้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีฤทธิ์เหมือนอินซูลิน คือ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ อบเชยจีนยังช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ลดไขมันตัวร้ายLDL และลดคลอเลสเตอรอลได้ด้วย

วิธีใช้ รับประทานผงอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน แบ่งเป็นเช้าครึ่งช้อนชา เย็นครึ่งช้อนชา รับประทานกับเครื่องดื่ม เช่น นม โอวัลติน ชา กาแฟ โยเกิร์ต หรือบรรจุแคปซูลรับประทาน ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน นอกจากนี้ เพียงเอาชิ้นอบเชยแช่ในถ้วยชาก็สามารถใช้ลดน้ำตาลได้ และการรับประทานในปริมาณที่สูงหรือต่ำ ความสามารถในการลดน้ำตาลก็ไม่ต่างกัน (ถ้าไม่มีอบเชยจีน สามารถใช้อบเชยอื่นๆ ได้เช่นกัน)

8. อินทนิลน้ำ (Queen's Flower) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia speciosa (L.) Pers ชื่อวงศ์ LYTHRACEAE ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าอินทนิลน้ำมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีสารสำคัญชื่อ Corosolic acid ออกฤทธิ์เหมือนอินซูลิน จัดเป็นอินซูลินจากธรรมชาติ ไม่พบผลข้างเคียง ทั้งยั้งช่วยชะลอการย่อยแป้งในระบบทางเดินอาหาร และทำให้การลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ดีขึ้น ใบอินทนิลน้ำที่ดีเหมาะกับการนำมาทำยา คือ ใบแก่ใกล้ผลัดใบ นอกจากนี้ เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำก็สารถช่วยลดน้ำตาลได้เช่นกัน

ตำรับยา

- ใช้ใบอินทนิลน้ำแก่ 100 กรัม น้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เดือด จากนั้นเคี่ยวไฟอ่อนอีก 15 นาที ดื่มเป็นยาครั้งละ 1 ถ้วยชา เช้า กลางวัน เย็น ดื่มต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ จึงสังเกตผลได้

- ใช้ใบอินทนิลน้ำแห้ง 8 - 9 ใบ คั่วให้กรอบ นำมาต้มน้ำ ดื่มต่างน้ำชา สามารถต้มแช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ ดื่มได้เรื่อยๆ ติดต่อกันอย่างน้อย 12 หม้อ

ข้อควรระวัง เด็ก คนท้อง และมารดาระหว่างให้นมบุตร คนที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ห้ามใช้อินทนิลน้ำ ในคนที่เป็นเบาหวานควรมีการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดประจำเพื่อปรับขนาดยา

9. หว้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium cumini (L.) Skeels ชื่อวงศ์ MYRTACEAE มีการศึกษาประโยชน์ของหว้าทั้งในสัตว์ทดลองและในคน ถึงฤทธิ์ของการลดน้ำตาลในเลือดพบว่า มีฤทธิ์ยับยั้งการทำลายอินซูลิน ช่วยเพิ่มปริมาณอินซูลิน กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งเบาหวาน เพิ่มปริมาณไกลโคเจนในตับ และแม้แต่ในอเมริกาก็มีการยืนยันว่าสารสกัดด้วยน้ำของเมล็ดหว้ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน

ตำรับยา ต้มเมล็ดลูกหว้า ใช้เมล็ดสดของลูกหว้า 100 กรัม (1ขีด) น้ำสะอาด 1 ลิตร นำเมล็ดลูกหว้ามาโขลกใส่หม้อต้มให้เดือด เคี่ยวไฟอ่อนๆ 15 นาที ให้ตัวยาออกมา รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 มื้อ เป็นเวลา 1 เดือน อาการเบาหวานจะทุเลา สามารถลดยาหรือใช้สมุนไพรในการดูแลอย่างเดียวได้ แต่ควรวัดระดับน้ำตาลในเลือดเสมอ (สามารถใช้เมล็ดแห้งแทนได้ ในกรณีไม่มีเมล็ดสด)
ตำรับยาผงหรือแคปซูลหว้า ใช้ผงเมล็ดลูกหว้าแห้ง 250 มิลลิกรัม บรรจุแคปซูล หรือใช้ละลายน้ำ รับประทานวันละ 3 เวลา อาจเพิ่มขนาดได้ถึง 4 กรัมต่อวัน ควรรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน และสังเกตผลระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ผลสดหรือผลแห้งของลูกหว้า มาต้มเป็นน้ำสมุนไพรลูกหว้า สำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้เช่นกัน”

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลความรู้เรื่องสมุนไพร สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร 037-211-289

ข้อมูลจาก http://www.happynowtv.com/news-detail.php?id=24

Advertisements


Advertisements
Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive