Breaking Share-Si
Loading...

ใครที่นอนกัดฟันอ่านด่วน! สาเหตุและวิธีการรักษาที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ใครที่นอนกัดฟันอ่านด่วน! สาเหตุและวิธีการรักษาที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน


สาเหตุของการนอนกัดฟัน (Sleep Bruxism) พร้อมวิธีการักษา


การนอนกัดฟัน (Sleep Bruxism) มีสาเหตุมาจาก


1. สภาพฟัน...เกิดจากการสบฟันไม่ดี วัสดุอุดฟันไม่พอดี การเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติ ฟันซ้อนเก การใส่ฟันที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ฟันบางซี่สูงกว่าปกติ และสะดุดเวลาบดเคี้ยวอาหาร หรือคนไข้ที่สูญเสียฟันแท้ แล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน ทำให้การสบฟันเปลี่ยนไป และกระตุ้นให้ร่างกายพยายามปรับความไม่สม่ำเสมอนั้นลง โดยการกัดขบส่วนที่ไม่เสมอนั้น ทำให้ช่วงเวลานอนมีการกัดเน้นฟันตลอดเวลา

2. สภาพจิตใจ...ความเร่งรีบในการทำงานหรือการเรียน ทำให้หลายคนเครียด จนทำให้นอนกัดฟันในเวลานอนได้

**ผลเสีย**


การนอนกัดฟัน ทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อขากรรไกร หรือรู้สึกเจ็บปวดเวลาบดเคี้ยวอาหาร ฟันสึก ในบางคนอาจจะมีอาการฟันสึกถึงชั้นเนื้อฟัน ทำให้เห็นเนื้อฟันสีเหลืองเข้ม และเสียวฟันเวลาดื่มน้ำร้อน น้ำเย็น หรือของหวานได้ จะทำให้ฟันสึกกร่อนลงไปเรื่อยๆ ในรายที่เป็นมาก ฟันจะสึกถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เสียวฟันปวดฟันจนต้องรักษารากฟัน หรือครอบฟันไปในที่สุด

**การรักษา**


1. ผู้ป่วยควรลดความเครียดหรือความกังวลด้วยการทำจิตใจให้สบาย โดยการนั่งสมาธิ หรือเล่นกีฬา เพื่อให้นอนสบายและหลับสนิท

2. ใส่เฝือกฟัน ที่เป็นอะคริลิคใส แข็ง ใส่ในฟันบน หรือฟันล่าง โดยใส่เฉพาะเวลานอนตอนกลางคืนเท่านั้น และอาจปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อการกรอปรับลักษณะสบฟัน หรือจัดฟัน ให้อยู่ในสภาวะปกติ หรืออาจถอนฟันซี่ที่ไม่มีคู่สบ เพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ วิธีนี้ผู้ป่วยต้องไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เพื่อพิมพ์แบบฟันในการทำเฝือกฟันเฉพาะบุคคล

3. รับประทานหรือฉีดยา เพื่อลดการทำงานหรือให้กล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการให้ยาเพื่อลดอาการข้างเคียงของโรค

ข้อมูลจากเพจ Maeban

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive