Breaking Share-Si
Loading...

ของดีราคาถูก! กินน้ำเต้าหู้ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ผิวดีขึ้น ผมสวย น้ำหนักลดลง อยากให้ลองมากๆ

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


น้ำเต้าหู้ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ผิวดีขึ้น ผมสวย น้ำหนักลดลง อยากให้ลองมากๆ!

เคล็ดลับ ผมสวย ผิวดี น้ำหนักลด ด้วยการทานน้ำเต้าหู้


น้ำเต้าหู้ เครื่องดื่มสารพัดประโยชน์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยสามารถทานน้ำเต้าหู้แทนอาหารมื้อเย็นได้ ทำให้น้ำหนักลด และนอกจากนั้น น้ำเต้าหู้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่านี้ด้วย โดยเฉพาะกับเรื่องความสวยความงาม หากใครที่สงสัยว่าน้ำเต้าหู้มีประโยชน์อะไรอีก มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลย

1. ผิวดีขึ้น หลังดื่มน้ำเต้าหู้แทนอาหารเย็นมาได้เดือนนึง จะสังเกตได้ว่าผิวของเรามีสุขภาพดีขึ้น ใสกระจ่างอย่างเป็นธรรมชาติ จนคนรอบข้างทัก ซึ่งหลายๆคนที่ทานน้ำเต้าหู้ประจำ จะเห็นผลในข้อนี้ชัดเจน แลกกลายเป็นการบอกถึงข้อดีข้อนี้แบบปากต่อปาก

2. น้ำหนักลดลง ตอนแรกน้ำหนักของผู้ทดลองทานน้ำเต้าหู้หนัก 53 กิโลกรัม แต่หลังจากลดอาหารเย็นเปลี่ยนมากินน้ำเต้าหู้แทน น้ำหนักลดเหลือ  50 กิโลกรัม   โดยน้ำเต้าหู้ที่ทานคือใส่น้ำตาลปกติ และใส่เครื่องเฉพาะแมงลัก จะทำให้รู้สึกอิ่ม เพราะเม็ดแมงลักสามารถพองตัวทำให้ไม่รู้สึกหิว คล้ายๆกับการกินซีโลสนั่นเอง


3.  ผมสวยขึ้น เพราะในถั่วเหลืองเป็นอาหารผมชั้นดี  บางคนกินน้ำเต้าหู้เพื่ออยากให้ผมสวย รักษาผมเสีย เมื่อทานน้ำเต้าหู้เป็นประจำ ผมจะดูลื่นขึ้น มันวาวขึ้น มีสุขภาพที่ดี เพราะถั่วเหลืองในน้ำเต้าหู้นั่นเอง

หากใครที่ไม่เชื่อว่าการทานน้ำเต้าหู้จะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้ ก็ลองทานน้ำเต้าหู้เป็นอาหารเย็นแทนข้าวเย็น ทานติดต่อกันเป็นประจำทุกวัน ก็น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รูปร่างน้ำหนัก  ผิวพรรณ และเส้นผมได้อย่างชัดเจนขึ้น ลองนำไปพิสูจน์ด้วยตัวเองได้เลย

ข้อมูลจาก http://www.thaijobsgov.com/jobs=66902

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive