Breaking Share-Si
Loading...

รู้ไว้ไม่เสียสิทธิ์!! อุบัติเหตุฉุกเฉิน รักษาฟรี 72 ชม. ทุกโรงพยาบาลทั่วไทย

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


รู้ไว้ไม่เสียสิทธิ์!! อุบัติเหตุฉุกเฉิน รักษาฟรี 72 ชม. ทุกโรงพยาบาลทั่วไทย

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ตั้งอนุกรรมการฯ ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติให้ได้รักษาฟรีตามนโยบาย“เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์”



โดยย้ำว่าอุบัติเหตุฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมงรับรักษาฟรีทุกโรงพยาบาลและเพื่อความรวดเร็วในการแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านแอพลิเคชั่น EMS1669 เพื่อให้การแจ้งเหตุ แม่นยำ และไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้เพิ่มผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินเป็น 2 เท่า และสั่งการตรวจสอบหมายเลข โทรศัพท์ สายด่วน 1669 ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง

หากมีข้อสงสัย สพฉ.จะเป็นหน่วยงานกลางคอยให้คำปรึกษา และให้ความเห็นภายใน 15 นาที

• สพฉ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินและมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินไว้ในประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแล้ว โดยผู้ ป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ

– บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน

– ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต หากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้ สูง

– ทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว

– เมื่อมาถึงสถานพยาบาลแล้วผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 0-4 นาที

• หลักการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดง 25 กลุ่มอาการ ดังนี้

– ปวดท้องบริเวณหลัง เชิงกราน และขาหนีบ
– แพ้ยา แพ้อาหาร แพ้สัตว์ต่อย แอนาฟิแล็กซิส ปฏิกิริยาภูมิแพ้
– สัตว์กัด
– เลือดออกโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บ
– หายใจลำบาก หายใจติดขัด
– หัวใจหยุดเต้น
– เจ็บแน่นทรวงอกหัวใจ มีปัญหาทางด้านหัวใจ
– สำลัก อุดกั้นทางเดินหายใจ
– เบาหวาน
– ภาวะฉุกเฉินเหตุสิ่งแวดล้อม
– ปวดศีรษะ ภาวะผิดปกติทางตา หู คอ จมูก
– คลุ้มคลั่ง ภาวะทางจิตประสาท อารมณ์
– พิษ รับยาเกินขนาด
– มีครรภ์ คลอด นรีเวช
– ชัก มีสัญญาณบอกเหตุการณ์ชัก
– ป่วย อ่อนเพลีย อัมพาตเรื้อรัง ไม่ทราบสาเหตุจำเพาะ
– อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียความรู้สึก ยืนหรือเดินไม่ได้เฉียบพลัน
– ไม่รู้สติ ไม่ตอบสนอง หมดสติชั่ววูบ
– เด็ก กุมารเวช
– ถูกทำร้าย
– ไฟไหม้ ลวกเหตุความร้อน สารเคมี ไฟฟ้าช็อต
– ตกน้ำ จมน้ำ บาดเจ็บทางน้ำ
– พลัดตกหกล้ม อุบัติเหตุ เจ็บปวด
– อุบัติเหตุยานยนต
– และอื่นๆ




• อาการที่สามารถเข้ารับสิทธิรักษาฟรีได้จะต้องมีอาการดังนี้

– หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ
– ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที
– การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน
– ระบบหายใจมีอาการดังนี้
~ไม่สามารถหายใจได้ปกติ
~หายใจเร็ว แรง และลึก
~หายใจมีเสียงดังผิดปกติ
~พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้
~สำลักอุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ
– ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อ คือ

~ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว
~หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น

– อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ
– อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น

~เจ็บหน้าอกรุนแรง
~แขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด
~กำลังชักขณะแรกรับที่จุดคัดแยก

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของการรักษาฟรี เมื่อเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินกันไว้แล้ว ทำการศึกษาข้อมูลแล้วรู้ไว้เพื่อไม่ให้คุณเสียสิทธิที่พึงจะได้

ข้อมูลจาก http://www.bisnescafe.com/forum/view.php?id=298

ข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิเข้ารักษาใน รพ.ทั่วปท.ฟรีใน 72 ชม


ปรับระบบ ‘การแพทย์ฉุกเฉิน’ ทุกสิทธิเข้ารักษาใน รพ.ทั่วปท.ฟรีใน 72 ชม.แค่กด 1669

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินตามนโยบายรักษาทุกที่ดีทุกสิทธิ (EMCO) ว่า ขณะนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้พัฒนาและออกแบบให้ประชาชนคนไทยที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลใน 3 กองทุน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากนั้นแต่ละกองทุนจะตามจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยที่อยู่ในสิทธินั้นๆ เอง

“ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 ตลอด 4 ปี มีผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแลตามสิทธิดังกล่าวมากกว่า 70,000 คน และจากผลสำรวจพบว่ามีความพึงพอใจสูง แต่ยังมีปัญหาที่สำคัญคือ มีการเรียกเก็บเงินค่ารักษาจากผู้ป่วยหรือญาติด้วยเหตุผลหลายประการจนเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องและยื่นเรื่องทวงถามไปยังรัฐบาล ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนและปรับระบบให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ สพฉ.จึงได้ร่วมมือกับนักวิชาการด้านระบบค่ารักษาพยาบาล ออกแบบการคิดค่ารักษาพยาบาลและทำข้อเสนอ เงื่อนไขต่างๆ พร้อมจัดประชุมร่วมกันกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และผู้แทนจากทั้ง 3 กองทุน” นพ.อนุชา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อสรุปร่วมคือ 1.จะร่วมมือดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามระบบการแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนโดยไม่คิดค่ารักษากับผู้ป่วย แต่จะเบิกคืนจากกองทุนต่างๆ โดยมี สพฉ.กำหนดอาการฉุกเฉินวิกฤต 2.การรักษาอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินจะคิดค่ารักษาทุกรายการแทนการเหมาจ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละกองทุนกับโรงพยาบาลเอกชนจะตกลงกันเอง 3.จัดระบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ เมื่อพ้นวิกฤต หรืออยู่จนครบ 72 ชั่วโมง อย่างมีประสิทธิภาพ 4.สพฉ.ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี จัดการอบรมการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้แพทย์ พยาบาลห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชนสามารถคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามเกณฑ์ที่ สพฉ.กำหนด รวมทั้งจัดเตรียมศูนย์ประสานงานเพื่อให้แพทย์เวรประจำศูนย์ประสานงาน สามารถช่วยการตัดสินเรื่องฉุกเฉินวิกฤตในกรณีที่แพทย์ พยาบาลหน้างานไม่แน่ใจ 5.เมื่อทุกฝ่ายยอมรับกับเงื่อนไขต่างๆ สพฉ.จะเสนอให้คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินออกเป็นประกาศให้ทราบโดยทั่วกันและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป และ 6.เตรียมตั้งกรรมการติดตามและปรับปรุงระบบการแพทย์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ในพื้นที่พิเศษที่ห่างไกล อาทิ พื้นที่เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่ธุรกันดาร ที่รถพยาบาลเข้าถึงยาก ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการเคลื่อนย้ายผ่านเรือกู้ชีพ หรืออากาศยาน ก็ได้รับสิทธิและได้รับบริการฟรีเช่นกัน โดยแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669

ข้อมูลข่าวจาก http://www.matichon.co.th/news/131433

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive