Breaking Share-Si
Loading...

10 วิธีง่ายๆ ทำให้ขับถ่ายคล่อง ลดอาการท้องผูก ขับถ่ายได้ทุกเช้าแน่นอน

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements

Photo By myilifestyle.com

10 วิธีง่ายๆ ช่วยให้ขับถ่ายได้ทุกเช้า แก้อาการท้องผูกอย่างถาวร

 วิธีทำให้เข้าห้องน้ำทุกเช้าสำหรับคนที่ถ่ายยากถ่ายเย็น จนแทบจะเรียกว่ามีอาการท้องผูกทุกวัน ลองทำตามนี้แล้วจะโล่ง เราเข้าใจคนที่ถ่ายยาก ถ่ายไม่ค่อยออกเลยในแต่ละวันนะคะว่ามันอึดอัดท้องแค่ไหน


ฉะนั้นคนที่มีอาการถ่ายลำบาก สัปดาห์หนึ่งเข้าห้องน้ำไม่เกิน 2-3 ครั้ง มาบอกลาอาการถ่ายไม่ออกกันง่าย ๆ ด้วย 10 วิธีทำให้เข้าห้องน้ำทุกเช้ากันเถอะ

1. รีบลุกมาเข้าห้องน้ำตั้งแต่เช้า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเข้าห้องน้ำก็คือช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 05.00-07.00 น. หรือถ้าอยู่ในช่วงเช้าก็ยังพอไหว แต่สำหรับคนที่ไม่ชินกับการเข้าห้องน้ำตอนเช้า ก็ต้องเริ่มฝึกกันใหม่ แต่ถ้าไม่ปวดก็ไม่ต้องเบ่ง เพราะมันจะปวดเป็นช่วง ๆ ถ้าช่วงไหนปวดก็เบ่งตาม หากไม่ปวดแล้วเบ่ง เคสนี้อาจมีเพื่อนชื่อริดสีดวงแวะมาทักทาย

2. อย่าขัดใจอุนจิ รู้สึกปวดอุจจาระตอนไหนให้เข้าห้องน้ำตอนนั้น โดยเฉพาะหากปวดถ่ายในช่วงเช้า กรณีนี้ยิ่งห้ามอั้นโดยเด็ดขาด เพราะนี่คือนาทีทองที่จะทำให้เราได้ถ่าย และหากอั้นอุจจาระเอาไว้ คราวนี้อาจไม่รู้สึกปวดอีกเลยตลอดวัน

3. นวดลำไส้ ถ้ายังถ่ายยากอีกทีนี้ให้ลองนวดลำไส้ โดยนวดตั้งแต่ตอนกลางคืนเลย เริ่มจากเอามือนวดที่ท้องส่วนล่างซ้าย ซึ่งเป็นที่อยู่ของลำไส้ใหญ่ คลำจนพบลำของกากอาหารแล้วก็กดลงเบา ๆ เป็นระยะ สักประมาณ 5 นาที พอตื่นขึ้นมาก็ดื่มน้ำอุ่นสักแก้ว รอสักพัก อาการปวดก็จะมา หรือให้นวดลำไส้ที่เดิมอีกสักรอบ โดยค่อย ๆ นวดเบา ๆ ดันลงไปด้านล่าง สักพักก็จะรู้สึกปวดอยากถ่ายขึ้นมา แต่หากว่านั่งถ่ายแล้วยังไม่ออกก็ให้ลุกขึ้นเดินสักพัก อย่านั่งแช่ เพราะน้องริดซี่อาจมาได้

4. นวดกดซ้ำอีกครั้ง หากนวดลำไส้แล้วยังไม่รู้สึกอยากถ่าย คราวนี้ลองลุกไปเข้าห้องน้ำ แล้วขณะที่นั่งอยู่บนโถส้วม ให้ใช้ฝ่ามือนวดหน้าท้อง โดยวนตามเข็มนาฬิกาหลาย ๆ รอบ แขม่วท้องไว้ด้วย ลองดูสักพักอาการปวดถ่ายจะมา

5. ดื่มน้ำอุ่นแก้วใหญ่ ๆ ตื่นมาให้ดื่มน้ำอุ่น ๆ 1 แก้วใหญ่ จากนั้นก็ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ น้ำอุ่นจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น หลอดเลือดต่าง ๆ ก็จะขยายใหญ่กว่าปกติ ไล่ให้สิ่งที่ค้างอยู่ในลำไส้ทยอยลำเลียงกันออกมา คราวนี้เราก็โล่งสบายท้องแล้วล่ะ

6. มื้อเช้าเน้นหนักอาหารไฟเบอร์สูง มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ และหากจะให้มื้อเช้าช่วยเสริมระบบขับถ่ายด้วยก็ต้องเลือกกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ผักและผลไม้ นม น้ำผลไม้

7. ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกายเยอะ ๆ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงก็ควรต้องออกกำลังกายเป็นประจำ แต่สำหรับคนที่อยากให้สุขภาพการขับถ่ายสตรองมาก ๆ ลองซิทอัพอย่างน้อยวันละ 40 ครั้ง หรือวิ่งเหยาะ ๆ วันละครึ่งชั่วโมง และนั่งยอง ๆ ให้หน้าขากดหน้าท้อง เพราะนี่คือท่าสำคัญของมนุษย์ ที่ธรรมชาติสร้างท่านั่งยอง ๆ มาให้เรา ก็เพื่อไว้สำหรับการถ่ายหนัก เพราะแรงกดจากหน้าขาของเราจะกดลงพอดีกับตำแหน่งของลำไส้ใหญ่ ทว่าหากไม่มีเวลาออกกำลังกายจริง ๆ การลุกขึ้นเดินไป-มาก็ช่วยได้ เพราะจะทำให้ไส้บีบตัวดี สักพักไส้จะบีบรีดเอาอุจจาระที่คั่งค้างออกมา แล้วเราจะรู้สึกปวดเบ่งอีกที

8. นั่งให้ถูกท่า อย่างที่บอกว่าท่านั่งยอง ๆ คือท่าที่ช่วยให้ถ่ายคล่องมากที่สุด แต่หากใครใช้ชักโครก วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือการเปลี่ยนท่านั่งชักโครกเสียใหม่ เท่านี้ก็จะถ่ายสะดวก หมดปัญหาถ่ายยากแล้ว โดยท่านั่งให้ขับถ่ายสะดวกก็ดูจากนี่ได้เลย

9. ฝึกเข้าห้องน้ำให้ตรงเวลา ตื่นให้เช้ากว่าเดิมอีกนิด และพยายามเข้าห้องน้ำในช่วงไม่เกิน 07.00 น. หรือจะเลทกว่านั้นก็ได้ แต่ควรลุกมาเข้าห้องน้ำในเวลานี้ให้ได้เป็นประจำ เพื่อฝึกร่างกายให้ขับถ่ายอย่างเป็นเวลา

10. อย่าเครียด ความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ แถมท้องยังผูกอีกด้วย ฉะนั้นตอนที่นั่งขับถ่ายก็พยายามทำจิตใจให้โปร่งสบาย ปราศจากความเครียดเข้าไว้เป็นดี


นอกจาก 10 วิธีนี้แล้วก็ควรดูแลสุขภาพในส่วนอื่น ๆ ร่วมกันด้วย เช่น ดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 8 แก้วต่อวัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก-ผลไม้ แต่ก็กินให้ครบ 5 หมู่พื้นฐาน ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หนังสือคู่มือการดูแลสุขภาพ โดยวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย , The science of eating/อ่านเองนะ

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive