Breaking Share-Si
Loading...

วิธีกำจัดตะไคร่น้ำ ในสายยาง แหล่งเชื้อโรค ให้หมดเกลี้ยงสะอาดเหมือนใหม่

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ง่ายมาก!! วิธีกำจัด "ตะไคร่น้ำ" ในสายยางให้หมดเกลี้ยง เหมือนได้อันใหม่!

สายยางใช้ฉีดน้ำที่คุณใช้ล้างรถยนต์ รดน้ำต้นไม้ ล้างพื้น ฉีดทำความสะอาดบ้าน เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งก็มักจะเกิดตะไคร่น้ำเกาะติดอยู่ในตัวสายยาง ในวันนี้เราจึงอยากมานำเสนอวิธีกำจัดตะไคร่น้ำในสายยางให้หมดเกลี้ยงที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวคุณเอง


วิธีการกำจัด

1. ให้คุณนำฟองน้ำหยาบๆ หรือสก็อตไบรท์ (แนะนำให้เลือกเอาของเก่ามาใช้จะดีกว่าเพราะว่า มันจะนิ่มดี)

2. นำฟองน้ำ หรือสก็อตไบรท์ มาทำการตัดแล้วม้วนเป็นแท่งกลมๆให้มีขนาดแน่นๆ เต็มรูของสายยาง

3. ทำการเสียบสายยางเข้ากับก็อกน้ำ แล้วเปิดน้ำเพื่อให้แรงดันน้ำ ดันฟองน้ำหรือสก็อตไบรท์นั้นออกมา

4. การทำแบบนี้มันจะช่วยกวาดเอาเจ้าตะไคร่น้ำออกมา

5. ให้คุณทำซ้ำหลายๆครั้ง จนกว่าสายยางของคุณจะสะอาดเกลี้ยงเกลา

หมายเหตุ:

• คุณควรกะขนาดของแผ่นสก็อตไบรท์ให้พอดี ไม่ควรให้หลวมไปหรือแน่นไป

• ถ้าหากหลวมไปจะทำให้ทำความสะอาดได้ไม่เกลี้ยง

• ถ้าหากแน่นไปแรงดันน้ำก็จะดันไม่พอ เพราะถ้าแรงดันน้ำน้อยเกินไป จะไม่มีแรงพอดันฝอยเหล็กหรือสก็อตไบรท์ ฝอยเหล็กออก ทำให้ฝอยเหล็กหรือสก็อตไบรท์จะไปติดค้างอยู่ที่กลางสายยาง

วิธีการเก็บรักษาสายยางรถน้ำอย่างถูกวิธี

• หลังจากที่คุณใช้สายยางเสร็จแล้ว คุณควรยกสายยางให้น้ำไหลออกให้หมด

• จากนั้นม้วนเก็บให้เรียบร้อย

• ควรเก็บไว้ในร่ม ไม่ควรปล่อยให้ตากแดดหรือวางทิ้งกับพื้นให้รถวิ่งทับไปทับมา

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว บ้านไหนที่กำลังประสบกับปัญหาตะไคร่น้ำเกาะติดในสายยาง ก็ลองนำวิธีกำจัดตะไคร่น้ำในสายยางให้หมดเกลี้ยงตามด้านบนไปลองทำตามดูกันได้เลย อีกทั้งคุณควรดูแลรักษาสายยางรถน้ำอย่างถูกวิธีเพื่อที่จะได้ช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปริมาณตะไคร่น้ำอีกด้วย

ข้อมูลจาก http://www.thaijobsgov.com/jobs/77902

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive