Breaking Share-Si
Loading...

ลองไปใช้กันดู...วิธีทำความสะอาดไมโครเวฟ ภายใน 3 นาที ทำไว้จะได้ไม่มีเชื้อโรค

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ลองไปใช้กันดู...วิธีทำความสะอาดไมโครเวฟ ภายใน 3 นาที

 ในห้องครัวแทบจะทุกบ้านต่างก็มีไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ครัวอย่างหนึ่ง เพราะไมโครเวฟก็เปรียบเหมือนเครื่องครัวอเนกประสงค์ ทำได้ตั้งแต่อุ่นอาหารไปจนถึงปรุงอาหาร และด้วยความที่มีภาระหน้าที่ครอบคลุม แถมยังอำนวยความสะดวกให้เราได้ขนาดนี้ ก็คงถูกใช้งานบ่อยครั้ง จนอาจจะมีคราบสกปรกและกลิ่นอาหารคาว ๆ ติดอยู่ในไมโครเวฟอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเรามาทำความสะอาดไมโครเวฟให้ปราศจากกลิ่นอาหารและคราบสกปรกตามวิธีต่อไปนี้กันดีกว่า
วันนี้เรามีวิธีการทำความสะอาดไมโครเวฟง่ายๆ มีนำเสนอค่ะ

อุปกรณ์


          - น้ำส้มสายชู

          - ถ้วยหรือชาม ที่เข้าไมโครเวฟได้

          - น้ำร้อน

วิธีทำ

1. เทน้ำส้มสายชูประมาณ 2 ถ้วยตวง ลงในถ้วยหรือชามที่เตรียมไว้ (เลือกแบบให้เข้าในไมโครเวฟได้ด้วยนะคะ) จากนั้นเติมน้ำร้อนตามลงไปประมาณ 1 ถ้วยตวง

 2. นำถ้วยหรือชามที่เตรียมไว้ ใส่เข้าไปในไมโครเวฟ ปิดฝาไมโครเวฟ แล้วตั้งเวลา 10 นาที

 3. หลังจาก 10 นาทีแล้ว ให้นำถ้วย หรือชามนั้นออกมา แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้ทั่วบริเวณภายใน เพียงเท่านี้คราบสกปรกที่เกาะอยู่ก็จะหลุดออกมาอย่างง่าย โดยที่ไม่ต้องออกแรงถูแรง ๆ ให้เหนื่อย

  4. ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำ เช็ดคราบที่เกาะอยู่อีกครั้ง คราบที่โดนไอน้ำจะละลายและหลุดออกได้ง่ายขึ้น

ข้อควรระวัง : ภาชนะ ที่ใช้ใส่น้ำส้มสายชูและน้ำร้อน ไม่ควรเป็นไม้และโลหะ เพราะเมื่อเกิดความร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้เกิดการระเบิดแล้วเป็นอันตรายได้ ดังนั้นควรเลือกวัสดุที่ระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้จะปลอดภัยที่สุดค่ะ

ได้รู้จักวิธีทำความสะอาดไมโครเวฟแบบง่าย ๆ กันไปแล้ว ถ้าอยากให้คราบบนไมโครเวฟหลุดออกลองนำไปใช้กันดูได้เลยค่ะ

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive