Breaking Share-Si
Loading...

แพทย์ตะลึง! น้ำมันมะพร้าวฆ่าเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ถึง 93% ได้ในระยะเวลาอันสั้น

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


แพทย์ตะลึง! น้ำมันมะพร้าวฆ่าเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ถึง 93% ได้ในระยะเวลาอันสั้น

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

แม้ว่าการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วยธรรมชาติให้ผลในเชิงบวกกับโรคต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ยังคงอ้างว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะรวมมันไว้ใน การรักษาโรคมะเร็ง


นอกจากนี้ยังการศึกษาอีกจำนวนมากได้รับการสนับสนุนและได้รับทุนจากองค์กรการค้ายาขนาดใหญ่เพื่อทำการทดลองเนื่องจากผลกำไรทางการเงินค่อนข้างมากกว่า เมื่อเทียบกับสุขภาพ

อย่างไรก็ตามทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Adelaide ในออสเตรเลียพบว่าน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริกที่สามารถกัดกร่อนและทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 93% ได้ ในเพียงไม่กี่วัน! การทดลองเหล่านี้ได้นำสัตว์มาทำการทดลองในหลอดทดลองและแสดงผลแบบขนาน

ประสิทธิภาพของกรดลอริกสามารถกัดกร่อนและทำลายเซลล์มะเร็ง ในขณะที่ระดับกลูตาไธโอนและออกซิเดชันลดลง อีกทั้งมันยังสามารถพบได้ในนมแม่ที่มี คุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพอีกเช่นกัน



สมาคมโภชนาการอเมริกันได้ทำการศึกษาและพบว่าไขมันในน้ำมันมะพร้าว “มีประโยชน์มากสามารถใช้ในการรักษาและลดผลกระทบต่ออาการเจ็บป่วยได้ เช่นโรค เบาหวาน โรคกระดูกพรุน โรคไวรัส (เชื้อไวรัสตับอักเสบ เริมและอื่น ๆ ) การติดเชื่อในทางเดินน้ำดี โรคโครห์น และโรคมะเร็ง "

นอกจากนี้การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่ามันยังช่วยบรรเทาผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดและช่วยทำให้สุขภาพของผู้ป่วยโรคมะเร็งดีขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าธรรมชาติสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ให้กับเราได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของพวกมันเพื่อนำมาใช้อย่างถูกต้องเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด กับตัวเรา

อ้างอิง : healthyfoodhouse.com 
แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive