Breaking Share-Si
Loading...

บอกต่อกันเลย วิธีแก้ปากเหม็น เพื่อลมหายใจที่หอมสดชื่น…

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


 บอกต่อกันเลย วิธีแก้ปากเหม็น เพื่อลมหายใจที่หอมสดชื่น…

ปัญหาปากเหม็นที่รบกวนใครหลายคนอยู่ สามารถรักษาและแก้ไขได้หลากหลายวิธีด้วยกัน แต่วันนี้เรานำเคล็ดลับง่ายๆจากธรรมชาติมาฝากกัน รับรองได้ว่าดับกลิ่นปากได้อย่างเห็นผลแน่นอน…


1. เกลือ
เพียงอมเกลือก่อนแปรงฟัน โดยเกลือจะช่วยให้สุขภาพเหงือกและฟันแข็งแรง แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาปากเหม็นได้ดีอีกด้วย

2. ใบข่อย
เพียงนำใบข่อยมาลอกเปลือกออก จากนั้นเคี้ยวประมาณ 1 – 2 นาที แล้วคายทิ้ง จะช่วยดับกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี

3. ใบฝรั่ง
โดยการนำใบฝรั่งมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาเคี้ยวแล้วคายทิ้ง จะช่วยดับกลิ่นปากได้

4. ใบชา
โดยการนำใบชาไปต้ม แล้วนำน้ำที่ได้จากการต้มมาบ้วนปาก ก็จะช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่น

5. น้ำมันมะพร้าว
เพียงอมน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนชา ไว้สักพัก ก่อนช่วงเวลาอาหารเช้า 5 นาที ก็จะช่วยดับกลิ่นปากได้อย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากอีกด้วย

6. ใบผักชีฝรั่งหรือกานพลู
เพียงนำมาใบผักชีฝรั่ง หรือใบกานพลูมาเคี้ยวหลังอาหาร ก็จะช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่นขึ้นได้

7. งดอาหารที่มีกลิ่นแรง
โดยเฉพาะกระเทียม หอมใหญ่ พริกไทย เนยแข็ง และกาแฟ

8. ไม่ควรปล่อยให้ปากแห้ง
เพราะเมื่อปากแห้ง เชื้อแบคทีเรียในช่องปากจะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี และเป็นที่มาของปัญหากลิ่นปากนั่นเอง ดังนั้นเมื่อปากแห้งควรดื่มน้ำเปล่าในปริมาณเยอะๆ

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับวิธีแก้ปากเหม็นขั้นเทพ จะเห็นได้ว่าปัญหาปากเหม็นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่วิธีการแก้ปากเหม็นที่ดีที่สุดนั้น ก็คือ การดูแลรักษาสุขภาพและความสะอาดของช่องปากด้วยตนเอง จะเป็นวิธีที่ช่วยแก้ไขปัญหาปากเหม็นได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีแก้ไขทั้ง 8 ข้อมาช่วยเพื่อประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นปากให้ดีขึ้นได้อีกด้วย…


เครดิต: เกร็ดความรู้.net

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive