Breaking Share-Si
Loading...

"อาหารเจลพระราชทาน" ด้วยน้ำพระทัยของในหลวง ทรงตระหนักถึงผู้ป่วยยากไร้

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


"อาหารเจลพระราชทาน" ด้วยน้ำพระทัยของในหลวง ทรงตระหนักถึงผู้ป่วยยากไร้

ทรงมีพระอัจฉริยภาพอย่างยิ่ง

  โครงการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งยังประโยชน์ให้แก่พสกนิกรชาวไทย ภายใต้พระบรมโพธิสมภารนั้นมีอยู่มากมาย แต่โครงการหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก เนื่องจากนับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเคี้ยวและกลืนอาหาร โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งในช่องปาก สามารถกินอาหารทางปากได้และมีสุขภาพที่ดีขึ้น นั่นก็คือ "โครงการเจลลี่โภชนา" หรือที่ผู้ป่วยเรียกว่า "อาหารเจล" ซึ่งดำเนินการโดย "สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล" ภายใต้การกำกับดูแลของ "รศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต" ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ




"เจลลี่โภชนา" ด้วยน้ำพระทัยของในหลวง


   โครงการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ? และสามารถช่วยแบ่งเบาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยได้มากมายเพียงไร รศ.ดร.วิสิฐ ซึ่งร่วมผลักดันโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ขยายความถึงพระราชปณิธานขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน

   คือเริ่มต้นจากมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาติดต่อให้สถาบันของเราทำโครงการเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วย โดยเริ่มแรกเขาก็ถามว่า เราสนใจเรื่องอะไร เราก็บอกว่าเราสนใจที่จะทำอาหารเจลสำหรับผู้ป่วยที่กลืนอาหารไม่ได้

   เขาก็บอกว่าเขาสนใจ เพราะมองว่าเป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาให้แก่ผู้ป่วยที่กลืนอาหารไม่ได้ เราก็เลยทำวิจัยโครงการนี้ขึ้นมา โดยมีมูลนิธิฯเป็นผู้ออกทุนให้ ซึ่งผมในส่วนของฟูดซายน์หรือนักวิชาการด้านอาหาร ผมก็วิจัยและผลิตอาหารเจลแบบต่างๆขึ้นมา ส่วนทางมูลนิธิเขาก็จะมีพวกหมอ ทันตแพทย์ พยาบาล ที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เขาก็จะช่วยดูว่าเจลแบบนี้ใช้ได้ แบบนี้ใช้ไม่ได้

  เราก็เอาสิ่งที่เขาให้ความเห็น มาปรึกษากับนักวิชาการของสถาบันเรา แล้วก็ทำสูตรอาหารเจลขึ้นมา ซึ่งเจลลี่โภชนาสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยต่างๆ ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอัมพาต โรคในช่องปาก โรคมะเร็งในช่องปาก คือตอนแรกเรายังไม่ได้มองกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง

  แต่ที่หันมาสนใจผู้ป่วยกลุ่มนี้เพราะทราบข้อมูลว่า ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากเป็นกลุ่มแรกที่มีปัญหาเรื่องการกลืนอาหาร เพราะกระบวนการรักษาโรคมะเร็งช่องปากในปัจจุบัน ต้องใช้วิธีการผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสี ซึ่งมีผลให้ผู้ป่วยประสบปัญหาความพิการของอวัยวะบดเคี้ยว และมักทำให้เกิดแผลในช่องปาก รวมถึงปัญหาต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อยลง

  ปัจจัยเหล่านี้มีผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้สะดวก และอาจจำเป็นต้องพึ่งพาการรับประทานอาหารทางสายยาง ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปากมักต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานกว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดอื่น และยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตจากการที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องปากมักมีอาการขาดอาหาร ซึ่งมีผลต่อเนื่องกับประสิทธิภาพในการรักษา

  เจลลี่ที่เราผลิตขึ้นมานั้นมีลักษณะนุ่มลื่น ผู้ป่วยสามารถเคี้ยวและกลืนได้โดยไม่รู้สึกเจ็บ และยังมีสารอาหารครบถ้วนอีกด้วย ผู้อำนวยการสภาบันโภชนาการเล่าถึงที่มาและประโยชน์ของโครงการเจลลี่โภชนา





  หลากหลายรสชาติ จากพระอัจฉริยภาพ


   ทั้งนี้เจลลี่โภชนาเป็นอาหารเจลที่ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบการฆ่าเชื้อในระบบยูเอชที (Ultra Heat Treatment) และบรรจุในกล่องปลอดเชื้อที่สามารถเปิดบริโภคได้ง่าย มีคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสม โดยสัดส่วนของพลังงานที่ได้มีทั้งจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน นอกจากนี้ ยังมีโปรตีนที่มีคุณภาพดี และมีอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 1 ปี

   อีกทั้งยังมีรสชาติที่หลากหลายถึง 9 รสชาติ ทั้งในรูปอาหารคาวและหวาน เช่น ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน ข้าวหอมมะลิ ข้าวมันไก่ มะม่วง ชานม ลิ้นจี่ แต่รสชาติที่จะถูกนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศนั้นมีเพียง 2 รสชาติ คือรสมะม่วงและรสชานม โดยมีการผลิตเป็นล็อตใหญ่ในจำนวนถึง 840,000 กล่อง เพื่อเฉลิมเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา และจนถึงปัจจุบันทางสถาบันโภชนาการก็ได้ผลิตและแจกจ่ายเจลโภชนาการให้แก่ผู้ป่วยไปแล้วกว่า 900,000 กล่อง

   "จริงๆแล้ว เราผลิตออกมาทั้งหมด 8-9 รสชาติ ทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ก็เสวย คือพระองค์ทรงมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนอาหารเหมือนกัน เพราะทรงเสวยพระโอสถโรคหัวใจเยอะ สูตรที่ทำถวายพระองค์ท่านนั้น เราผลิตออกมาไม่มาก ไม่ได้ทำเป็นอุตสาหกรรม พระองค์เสวยแล้วก็ทรงมีพระราชวินิจฉัย

  พระองค์ตรัสว่า "รสต้มยำกุ้งเนี่ยฉันชอบมาก" แต่รสก๋วยเตี๋ยวไก่พระองค์ไม่โปรด ตรัสว่าน่าจะทำรสข้าวมันไก่ดีไหม เจลข้าวมันไก่มันจะได้หอมขึ้นหน่อย เราก็นำมาผลิตตามที่พระองค์พระราชทานคำแนะนำ ที่สำคัญพระองค์พระราชทานข้อคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยว่า "จำไว้นะ เวลาทำอาหารให้คนป่วย เรื่องรสชาติเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเขาป่วยด้านร่างกายแล้ว จิตใจต้องดี ถ้าเราทำอาหารที่ไม่อร่อยไปให้ จิตใจเขาจะแย่ มันเป็นการซ้ำเติมผู้ป่วย" จะเห็นได้ว่า พระองค์ทรงพระอัจฉริยภาพมาก ขนาดตอนนั้นทรงประชวรอยู่นะ แล้วพระองค์ก็ทรงห่วงใยผู้ป่วยมากด้วย

  นอกจากนั้น พระองค์ก็ตรัสในเรื่องบรรจุภัณฑ์ว่า กล่องที่นำมาให้ทอดพระเนตรนั้น มีลักษณะคล้ายกล่องนม ถ้าในอนาคตมีการนำไปจำหน่ายในศูนย์การค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต คนซื้อก็จะต้องเขย่าซึ่งทำให้เจลแตก แล้วไม่มีใครอยากกิน พระองค์จึงตรัสถามว่า "ใส่กระป๋องได้ไหม"

  เราก็ทูลว่าผลิตภัณฑ์นี้ใส่กระป๋องไม่ได้ พระองค์จึงได้พระราชทานคำแนะนำว่า "เอาอย่างนี้สิ ทำฉลากเป็นแนวนอน พอกล่องเป็นแนวนอนคนก็จะไม่เขย่า" เราก็ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์มาปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ใหม่ รศ.ดร.วิสิฐ กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ใครบ้างที่ได้รับประโยชน์จาก "เจลลี่โภชนา"


   อาหารพระราชทาน "เจลลี่โภชนา" เป็นอาหารที่คนทั่วไปรับประทานได้เช่นกัน นอกจากกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งแล้ว ยังมีประชากรกลุ่มอื่นๆ อีกที่สามารถจะรับประทานเจลลี่โภชนาได้ เช่น

   - ผู้สูงอายุ ซึ่งไม่มีฟันบดเคี้ยว

   - ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทำงานไม่ดี

   - ผู้ป่วยผ่าตัดขากรรไกร ซึ่งจะไม่สามารถอ้าปากได้ปกติ

   - ผู้ป่วยระหว่างรับการรักษาทันตกรรมจัดฟัน หรือรักษารากฟันที่เคี้ยวไม่ได้ เนื่องจากเจ็บฟัน

   - ผู้ป่วยที่เป็นแผลในปาก ผู้ที่เป็นหวัดแล้วเจ็บคอ และผู้ป่วยที่สูญเสียฟัน

  จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพอย่างยิ่ง พระองค์จะไม่ตามอย่างตะวันตกอย่างเดียว ทั้งๆที่พระองค์ทรงเจริญพระชันษาในประเทศตะวันตก แต่พระองค์ทรงนำองค์ความรู้ของตะวันตกมาผสมผสานกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบไทยๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก pantip

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive