Breaking Share-Si
Loading...

เช็คด่วน!! คุณผู้หญิง ถ้ามีตกขาวแบบนี้...อย่ารีรอ อันตราย!

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements

ตกขาวของคุณเป็นแบบนี้ อย่ารีรอ !

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเคยเจอกับปัญหาเรื่องตกขาว ส่วนมากก็มักจะไปซื้อยามาเหน็บเอง ทั้งที่บางครั้งอาการตกขาวก็เป็นสิ่งปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ มีอาการตกขาวในบางกรณีเท่านั้นที่ผิดปกติควรรักษา


ตกขาวลักษณะไหนถือว่าผิดปกติ?


ตกขาวผิดปกติ คือ ตกขาวที่มีลักษณะผิดไปจากธรรมดาที่เคยเป็น ตกขาวที่จัดว่าเป็นโรคได้แก่

- ตกขาวลักษณะคล้ายโยเกิร์ต เป็นก้อนขาวขุ่น มีอาการคันช่องคลอด เกิดจากเชื้อราแคนดิดา (Candida) ซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

- อาจจะเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะนานจนเกินไป ทำให้รบกวนสมดุลของจุลชีพในช่องคลอด หรือการใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินไป ตกขาวสีเขียว หรือเหลือง มีกลิ่นเหม็น และคันมาก เกิดจากเชื้อทริโคโมแนส (Tricomonas Vaginalis) หรือที่เรียกกันว่า พยาธิในช่องคลอด

- ตกขาวสีเหลือง หรือเหลืองคล้ายหนอง เกิดจากแบคทีเรีย (bacterial vaginosis)

- การติดเชื้อเริม อาจมีตกขาวร่วมด้วย ทั้งนี้หากตกขาวมีลักษณะกลิ่น สี ผิดจากที่เคยเป็น ควรปรึกษาแพทย์

การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องคลอดเป็นประจำ สามารถป้องกันการตกขาวได้หรือไม่ ?


ไม่ค่ะ ตรงกันข้าม การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องคลอดเป็นประจำ สามารถส่งผลให้เกิดภาวะตกขาวแบบผิดปกติได้ หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องคลอด ก็สามารถใช้ได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรใช้ทุกวัน และแนะนำให้ใช้แต่ภายนอก ไม่ควรสวนล้างภายในช่องคลอด

ทำไมถึงห้ามไม่ให้ใช้ยาเหน็บช่องคลอดเป็นประจำ ?


เหตุผลเดียวกันกับเรื่องการใช้ยาปฏิชีวะนะเป็นประจำ คือการใช้ยาเหน็บช่องคลอดแบบพร่ำเพรื่อโดยที่ไม่ได้เป็นโรค เป็นการรบกวนสมดุลของเชื้อประจำถิ่น (normal flora) ในช่องคลอด และอาจเกิดอาการดื้อยาของเชื้อโรคได้ด้วย

ที่มา...Ya&You

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive