Breaking Share-Si
Loading...

ไม่ต้องไปยืดผม "แค่ผสมแค่ผสม 2 อย่างนี้" จากนั้นเอามาใส่ผมแค่นี้ก็ผมตรงสวยไม่ง้อช่างอีกต่อไป

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


แชร์เก็บไว้เลย!! ไม่ต้องไปยืดผม "แค่ผสมแค่ผสม 2 อย่างนี้" จากนั้นเอามาใส่ผมแค่นี้ก็ผมตรงสวยไม่ง้อช่างอีกต่อไป!

แปลกแต่จริงที่ “คนผมตรงก็อยากมีผมหยัก ส่วนคนผมหยักก็อยากมีผมตรง” เพราะความต้องการของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือบางคนก็เป็นคนขี้เบื่อที่อยากจะเปลี่ยนแปลง “ลุค” ของตัวเองให้แตกต่างจากที่เคยเป็นเมื่อวาน เวลาใครมองมาจะได้ไม่เบื่อเราไปเสียก่อน
การจะทำให้ผมตรงเป็นผมหยักหรือผมม้วนคงจะทำได้ไม่ยาก
แต่การจะทำให้ผมหยักๆเปลี่ยนมาเป็นผมตรงนี่สิ ที่น่าจะยากมากกว่า หลายคนจึงลงทุนให้ช่างทำผมดึงๆยืดๆเส้นผมด้วยเครื่องมือในร้านเสริมสวยเพื่อเนรมิตผมตรงอย่างที่คุณตั้งใจ แม้จะดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไรและทำให้ผมเสียเร็วมากขึ้น แต่ก็เป็นวิธีที่รวดเร็วทันใจมากที่สุด แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่ค่อยชอบใจวิธีนี้สักเท่าไร ลองมายืดผมด้วยวิธีธรรมชาติกันไหมละค่ะ เพราะวิธีนี้ง่ายแสนง่าย และใช้ส่วนผสมหลักๆแค่ 2 อย่างเอง อยากรู้เข้ามาดูได้เลยค่ะ

สูตรผมตรงสลวยด้วยน้ำกะทิ + น้ำมะนาว

วัตถุดิบและอุปกรณ์

1. หัวกะทิคั้นเอง หรือ น้ำกะทิสำเร็จรูป (ตามแต่ความสะดวก แต่ถ้าเป็นหัวกะทิก็จะได้ผลที่ดีกว่า)
2. มะนาว
3. ตู้เย็นช่องฟรีซ
4. ภาชนะที่ทนความเย็นได้
5. ผ้าขนหนูสำหรับโพกศีรษะ

วิธีทำ

1. ตวงน้ำหัวกะทิหรือน้ำกะทิสำเร็จรูป ปริมาณ 2 ถ้วย
2. บีบน้ำมะนาว 1 ลูก ลงไปในกะทิ
3. ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน
4. แช่ส่วนผสมในช่องฟรีซตู้เย็น ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง
5. เมื่อนำภาชนะออกมา จะสังเกตได้ว่าส่วนผสมจะแยกเป็น 2 ชั้น ได้แก่ ชั้นครีมของกะทิที่เข้มข้น และชั้นน้ำใสๆที่เหลือ ให้คุณตักเฉพาะส่วนครีมเข้มข้นออกมาใช้บำรุงผมเท่านั้น
6. ชะโลมครีมกะทิที่เตรียมไว้ให้ทั่วเส้นผม

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive