Breaking Share-Si
Loading...

แชร์เก็บไว้เลย! แจกสูตรชาตะไคร้ใบเตย แก้โรคเก๊าท์ ล้างพิษโลหิต

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


แชร์เก็บไว้เลย! แจกสูตรชาตะไคร้ใบเตย แก้โรคเก๊าท์ ล้างพิษโลหิต

ขอแนะนำสูตรชาตะไคร้ใบเตย แก้โรคเก๊าท์ ได้ดีจนเหลือเชื่อ!! คำบอกเล่าจากหมอพื้นบ้านที่เคารพท่านหนึ่งได้กรุณาให้สูตร


โรคเก๊าท์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติในขบวนการเมตะบอลิสซั่มของกรดยูริกในร่างกาย เป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงกว่าปกติ เกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต (monosodium urate) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะข้อและไต

เมื่อมีอาการแสดงเต็มที่ จะประกอบไปด้วย อาการข้ออักเสบเฉียบพลัน โรคข้ออักเสบเรื้อรัง ทำให้ไตทำงานบกพร่อง การเกิดนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ (uric acid stone) และการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด อ้างอิง..siamhealth

Photo By healthandlovepage.com

ปรกติจะมียาสำหรับ ล้างพิษโลหิต แก้โรคเก๊าท์ ให้คนไข้ซึ่งจะมีสมุนไพรทั้งคู่อยู่ในยาอยู่แล้ว แต่สูตรนี้เห็นว่ามีประโยชน์และทำได้เองง่ายๆที่บ้าน แนะนำว่าเป็นของสดๆจะได้ผลดีกว่าหลายเท่าค่ะ

ส่วนประกอบ


Photo By popsugar.com

1. ตะไคร้ 4-5 ต้น


Photo By sapsiamfood.com

2. ใบเตย 2-3 ใบ
3. น้ำสะอาด 2 ลิตร

วิธีทำ ต้มสมุนไพรจนเดือด พอเดือดลดไฟลง ต้มต่ออีก 15 นาที ห้ามเปิดฝาโดยเด็ดขาด ครบ 15 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น ดื่มแทนน้ำเปล่าติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะล้างกรดยูริคในเลือด สาเหตุของอาการปวดเข่าจากโรคเก๊าท์ได้ดีมากๆแบบไม่ต้องใช้ยาเลยค่ะ

Photo By potgardening.wordpress.com/tag/herb-2/

สูตรนี้ได้รับการยืนยันจากคนไข้เองว่า ได้ผลดีเกินคาด!!

#ผลข้างเคียงคือ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงการดื่มก่อนเข้านอน 2 ชั่วโมงค่ะ




แหล่งข้อมูล...นานาสาระ กับ เคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดี

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive