Breaking Share-Si
Loading...

แชร์เก็บไว้เลย! วิธีการ...เพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติก 1 สัปดาห์ก็เก็บขายได้

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


วิธีการ...เพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติก 1 สัปดาห์ก็เก็บขายได้

วิธีการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติก เป็นอีกวิธีในการเพาะเห็ดฟางสำหรับผู้สนใจเริ่มต้นทำเพื่อไว้บริโภคเองในครัวเรือนหรือเพื่อศึกษาแล้วต่อยอดเพื่อเพาะเห็ดฟางขาย เพราะการเพาะเห็ดฟางในตระกร้าพลาสติกช่วยลดการใช้พื้นที่ เคลื่อนย้ายสะดวก อีกทั้งยังสามารถเก็บผลิตได้ง่าย ทำประมาณแค่ภายในหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว

เทคนิควิธีการเพาะเห็ดฟางที่น่าสนใจ


วัสดุอุปกรณ์สำหรับการเพาะเห็ดฟางในตระกร้าพลาสติก

    1.วัสดุเพาะเห็ดฟางหลักๆ ได้แก่ ฟาง ฟางทุกชนิด แห้งสนิทไม่เปียกฝนมาก่อน ถ้าเป็นตระกร้าใหม่ก็สามารถนำมาเพาะเห็ดได้เลยหรือถ้าเป็นตร้าที่เคยเพาะเห็ดมาแล้วควรทำความสะอาดและตากให้แห้ง
    2.อาหารเสริม เช่น ผักตบชวาสด หรือแห้ง เปลือกถั่วต่างๆ ผักบุ้ง มูลวัว/ควายแห้ง รำ เศษฝ้าย ไส้นุ่น ก้อนเชื้อนางรม/นางฟ้าเก่า เป็นต้น
    3.อุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ ตะกร้า พลาสติก บัวรดน้ำ เชื้อเห็ดฟาง

วิธีการ เพาะ เห็ดฟาง


    1.ฟางแช่น้ำค้าง 1 คืน
    2.หัวเชื้อ 1 ก้อน แบ่งเป็น 3 กอง เพาะได้ 3 ตะกร้า
    3.ฟางอัดลงก้นตะกร้ากดให้แน่น สูง 1 ฝ่ามือ
    4.อาหารเสริมต่างๆแช่น้ำพอชื้น โรยชิดขอบตะกร้า
    5.โรยเชื้อเห็ดฟาง 1 ส่วนทับบนอาหารเสริม เสร็จชั้นที่ 1
    6.ทำชั้นที่ 2 และ 3 เหมือนชั้นที่ 1
    7.ชั้นบนสุด โรยอาหารเสริมเต็มหน้าตะกร้า โรยเชื้อให้ทั่ว กลบด้วยอาหารเสริมอีกครั้ง

การดูแลรักษาสำหรับการเพาะเห็ดฟางในตระกร้า


    -สถานที่ควรเป็นพื้นดิน ใต้ร่มไม้หรือร่มสนิท
    -ซ้อนตะกร้า เป็นรูปสามเหลี่ยม แนวยาว 1 แถว หรือ 2 แถว
    -รดน้ำที่พื้นดินให้เปียกแฉะ จะได้ความชื้นจากการระเหยของน้ำที่ดิน
    -คลุมด้วยพลาสติก ทับด้วยฟางแห้ง หรือแสลน ปล่อยทิ้งไว้ 3 คืน
    -ครบ 3 คืน เปิดระบายอากาศตรงกลาง แล้วคลุมไว้เหมือนเดิม อีก 3-4 วันเก็บผลผลิตได้
    -ผลผลิต 1 ตะกร้า 1 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับอาหารเสริม ยิ่งใส่มาก ผลผลิตยิ่งสูงตาม
    -อาหารเสริมจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้ร่วมกันหลายๆอย่างก็ได้

ขอบคุณ www.phetphichit.com (ฟาร์มเห็ดเพชรพิจิตร) 


การดูแลตะกร้าเพาะเห็ดภายในโรงเรือน และการให้ผลผลิต


1.ในช่วง 1-4 วัน (ฤดูร้อนและฝน) ส่วนฤดูหนาว ช่วง 1-7 หรือ 8 วัน แรก ต้องควบคุม อุณหภูมิ ภายในกระโจมหรือโรงเรือน ให้อยู่ในระดับ 37-40 องศาเซลเซียส

* ติดเทอร์โมมิเตอร์แขวนไว้ภายในโรงเรือนหรือกระโจม ระดับสูงจากพื้นดินประมาณของความสูงของโรงเรือนหรือกระโจม เพื่อตรวจดูอุณหภูมิให้ได้ระดับที่กำหนดไว้เสมอ

* หากอุณหภูมิสูงเกินไปให้เปิดช่องลมระบายอากาศด้านบนของโรงเรือนหรือใช้วัสดุพรางแสงคลุมหรือรดน้ำรอบกระโจมเพื่อลดอุณหภูมิ

*หากอุณหภูมิต่ำกว่ากำหนดต้องปิดช่องระบายอากาศให้มิดชิด หรือใช้หลอดไฟ 100 วัตต์วางไว้ในโรงเรือนเพาะเห็ด ห่างจากตะกร้า ประมาณ 1 คืบ หรือ 10 นิ้ว เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเกิดความร้อนเกินไป ในกรณี นี้ต้องยกตะกร้าเพาะเห็ด ให้สูงขึ้นโดยวางตะกร้า เพาะไว้บนชั้นโครงเหล็กจะสะดวกต่อการปฏิบัติงานยิ่งขึ้น

หมายเหตุ : ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ ภายในกระโจม หรือโรงเรือน ให้อยู่ในระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปโดยใช้ ไฮโดยมิเตอร์แขวนไว้ภายในโรงเรือน ระดับเดียวกันกับเทอร์โมมิเตอร์

2.เมื่อถึงวันที่ 4 ในฤดูร้อนและฝน หรือวัน ที่ 5 ในฤดูหนาว ให้เปิดพลาสติกคลุมหรือปิดประตูโรงเรือน อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศให้ใยเห็ดสร้างจุดกำเนิดดอกถ้าวัสดุเพาะแห้งเกินไปให้รดน้ำตามสมควร ปกติรดน้ำเพียงเล็กน้อยจะเป็นการตัดเส้นใยเชื้อเห็ดซึ่งการตัดเชื้อใยเห็ดนี้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างดอกเห็ดได้ โดยอาจใช้น้ำตาลกลูโคส 1 ช้อนกาแฟ ละลายกับน้ำ 1 ลิตร รดน้ำให้วัสดุเพาะ ด้วยก็ได้ ถ้าไม่แห้ง ก็ไม่ต้องรด หลังจากเปิดประตูเพื่อถ่ายเทอากาศแล้วต้องปิดพลาสติกหรือประตูไว้เช่นเดิม

3.ระหว่างวันที่ 5-8 ต้องควบคุม อุณหภูมิภายในโรงเรือนให้อยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียส โดยในช่วง 6-7 วัน จะมีการรวมตัวของเส้นใยเป็นดอกเล็กๆจำนวนมากมาย ช่วงนี้ห้ามเปิดพลาสติกหรือโรงเรือนบ่อยครั้งเพราะจะทำให้ดอกเห็ดฝ่อได้

4.การเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณวันที่ 8-9 ในฤดูร้อน หรือ 12-15 วันในฤดูหนาว

ขอบคุณเนื้อหาจาก:www.bangkoktoday.net

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive