Breaking Share-Si
Loading...

เป็นผู้หญิงอย่าละเลย! 5 ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


เป็นผู้หญิงอย่าละเลย! 5 ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งชนิดที่พบมากที่สุดในผู้หญิง หากได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มที่จะรอดชีวิต โรคมะเร็งเต้านมมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆมากมาย แต่เราสามารถดูได้จากห้าข้อต่อไปนี้



1.ขาดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันทำหน้าที่ต้านการอักเสบ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดระดับของอินซูลินในร่างกาย ดังนั้นร่างกายของเราต่อสู้อย่างอิสระ เพื่อป้องกันโรคใดๆที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งโรคมะเร็งเต้านม

2.อาหารที่ไม่ดีเกี่ยวข้องกับนิสัย

การศึกษาจำนวนมากยืนยันว่าเนื้อแดง และน้ำตาล ส่งเสริมการพัฒนาเซลล์มะเร็ง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม เพราะมีผลต่อการผลิตเอสโตรเจนที่แข็งแกร่งขึ้นและเร็วขึ้น

ในทางกลับกัน ผักจะให้ผลที่ตรงกันข้าม กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และผักคะน้า ช่วยต้านการอักเสบ และปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกับมะเขือเทศ ผักขม ผักกาดหอมและแครอท

3.โรคอ้วน

ตามที่องค์กรในการต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านมของโลกกล่าว โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้สูงสุดถึง 60% ส่วนใหญ่เซลล์ไขมันจะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน ซึ่งทำให้การพัฒนาของเนื้องอกเพิ่มขึ้น

4.พันธุศาสตร์

ผู้หญิงที่มียีนส์กลายพันธุ์ BRCA1 และ BRCA2 จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

5.ประวัติครอบครัว

ถ้ามีคนในครอบครัวของคุณ (แม่ น้องสาว คุณยาย) ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม โอกาสที่คุณจะติดเชื้อเป็นโรคนี้มีเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า แม้ว่าคุณจะไม่ได้มีพาหะของยีนดังกล่าวก็ตาม


ที่มา : news.thaiza.com

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive