Breaking Share-Si
Loading...

แจกสูตรเด็ดไก่อบโอ่ง สูตรลับความอร่อย ที่อยากบอกต่อ

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


แจกสูตรเด็ดไก่อบโอ่ง สูตรลับความอร่อย ที่อยากบอกต่อ

เริ่มแรกนำไก่ที่จะอบไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นเตรียมเครื่องปรุงได้แก่ นมสด เกลือ ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบแมงรัก ซอสปรุงรส แล้วนำเครื่องปรุงทั้งหมดไปหมัก


ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ต่อมาทาเครื่องปรุงภายนอกตัวไก่ให้ทั่ว จากนั้นก็จะนำเครื่องที่เตรียมไว้เหมือนครั้งแรกเอาไปใส่ในท้องไก่ให้พอดี

แล้วนำไก่เกี่ยวกับตะคอ เกาะที่ปากโอ่ง ตัวไก่ก็จะหย่อนลงไปในโอ่ง แล้วปิดฝาโอ่ง นั่นคือการอบไก่ โดยอบไก่ครั้งละ 5-7 ตัว

ซึ่งโอ่งที่ใช้อบก็จะเป็นโอ่งมังกร เจาะที่ก้นเพื่อให้ใส่เตาไฟได้ แล้วทำเป็นตะแกงลวดสำหรับวางโอ่ง สูงจากพื้นดินประมาณ 50 ซม.

ส่วนไฟที่ใช้อบไก่จะต้องใช้ไฟไม่แรง คือให้ไฟพอดี โดยใช้เวลาอบไก่ประมาณ 20 นาทีก็สุก และนำออกมาจากโอ่งเพื่อจำหน่าย ซึ่งเรียกว่าไก่อบโอ่งสมุนไพรปลอดสารพิษ การันตีรสชาติอร่อย
ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ขายดีทำขายแทบไม่ทัน ลูกค้าชื่นชอบติดใจในรสชาติเลยต่อยอดด้วยการทำไก่อบโอ่ง 4 ภาค

โดยทดลองทำให้เพื่อนบ้านรับประทานก่อน ซึ่งไก่อบโอ่ง 4 ภาคจะมีจุดเด่นของแต่ละภาคไม่เหมือนกัน เช่น ภาคเหนือจะเน้นที่พริกแกงเป็นหลัก ภาคกลางเน้นกระเทียมพริกไทย ภาคใต้เน้นขมิ้น ส่วนภาคอีสาน เน้นตะไคร้ ใบมะกรูด กระเทียม ใบแมงรัก เมื่อผ่านการอบโอ่งจนสุกจะมีรสชาติกลมกล่อม หอม แตกต่างกันด้วยรสชาติที่อร่อย และหอมสมุนไพร บำรุงร่างกาย จึงมีผู้นิยมรับประทานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การทำน้ำจิ้มไก่ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก มีเครื่องปรุงได้แก่ น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย พริกป่น เกลือ และซอสปรุงรส เมื่อได้ครบแล้วให้นำทั้งหมดมาปรุงรวมกัน จะออกมาเป็นน้ำจิ้มไก่ที่แสนอร่อย ซึ่งที่ร้านจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว หากต้องการรสอะไรก็เพิ่มเครื่องปรุงลงไปตามใจชอบ ก็จะได้น้ำจิ้มไก่ตามต้องการ

ที่มา : kaijeaw

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive