Breaking Share-Si
Loading...

ชามะละกอ ช่วยล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้ เคล็ดลับที่ต้องบอกต่อ

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ชามะละกอ ช่วยล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้ เคล็ดลับที่ต้องบอกต่อ

ประโยชน์เมื่อดื่มชามะละกอ จะเป็นการล้างลำไส้ โดยไม่ต้องสวนทวาร ช่วยล้างระบบดูดซึมคือล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ อันเนื่องมาจากการกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ คราบไขมันจะเกาะตัวที่ผนังลำไส้เป็นกาวเหนียว จึงเกิดการขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร และวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย


**การล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้กินเป็นยาสารของมะละกอจะเกิดการถักทอกับสารของใบชา ทำให้ช่วยย่อยไขมันและล้างไขมันออกจากผนังลำไส้ ควรดื่มเพื่อล้างเป็นประจำ ดื่มแทนน้ำอัดลมก็ได้ ถ้าไม่ล้างลำไส้ ก็เปรียบเหมือนกินข้าวไม่ล้างจาน แล้วใช้จานใบเก่าที่ไม่ล้าง เอามาใส่ข้าวกินใหม่



ส่วนผสม 

    1. มะละกอสด 1 ลูก ปลอกเปลือก

    2.น้ำเปล่า 4 ลิตร

    3. ใบเตย 10 ใบ / ถ้าไม่มีใบเตยใช้ ดอกเก๊กฮวยได้ (ใบเตยและดอกเก๊กฮวยสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ)

    4. ใบชาจีนแห้ง หรือ ชาใบหม่อน


วิธีทำ โดยนำมะละกอมาปลอกเปลือก ผ่าครึ่งเอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นใหญ่เหมือนต้มฟัก ใบเตย หั่นเป็นท่อน ๆ หรือถ้าไม่มีใบเตยใช้ดอกเก๊กฮวย ประมาณ ครึ๋งกำมือ ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำเปล่า 4 ลิตร ยกขึ้นตั้งไฟ ต้มให้เดือด หลังจากเดือดแล้วต้มไปประมาณ 5 – 10 นาที

กะว่ามะละกอพอสุก ไม่ต้องให้เละ เดียวกลิ่นมะละกอจะออกเยอะเกิน ปิดไฟ ตักเนื้อมะละกอและใบเตยขึ้น เติมใบชาจีน ลงไปแช่ประมาณ 5 นาที กรองเอาใบชาจีนออก ให้เหลือแต่น้ำ รับประทานได้ทั้งร้อนและเย็น อย่าแช่ชานานเกิน 5 นาที่ เพราะชาที่แช่นานเกินไป อาจทำให้ท้องผูกได้ ต้มทีหนึ่งเก็บไว้กินได้ 2-3 วัน แช่ตู้เย็น


 ***ควรกินต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน ถ้าจะให้ได้ผลดีมาก ๆ ควรกินต่อเนื่อง 1 เดือน ใช้ดื่มต่างน้ำทั้งวัน วันละ 1 – 2 ลิตร


ขอขอบคุณเนื้อหาจากคุณ : ชมพูนุช ส้มโอ

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive