Breaking Share-Si
Loading...

แจกสูตรชาขิงช่วยละลายนิ่วในไต ทำความสะอาดตับ และฆ่าเซลล์มะเร็ง (พร้อมวิธีทำ)

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


แจกสูตรชาขิงช่วยละลายนิ่วในไต ทำความสะอาดตับ และฆ่าเซลล์มะเร็ง (พร้อมวิธีทำ)

ขิงให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีที่สุด มันถูกนำมาใช้สำหรับแก้ไขปัญหาสุขภาพนานนับศตวรรษ สมุนไพรชนิดนี้มีคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันการอักเสบ


น้ำมันในขิงมีสารประกอบที่มีประสิทธิภาพมาก คือ สารซิงเจอโรน (zingerone), จินเจอรอล (gingerol) และ shogaols และนี้คือเหตุผลที่เราจะนำเสนอสูตรชาขิงและวิธีรักษาสุขภาพให้กับคุณ

ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อครั้งอดีตมีการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อพยาธิ และกลุ่มโรคต่างๆ จากเชื่อไวรัส รวมถึงการบำรุงหัวใจ การบรรเทาอาการหืดหอบ ได้เป็นอย่างดีด้วยวิธีรักษานี้


คุณสมบัติของชาขิง

ชาชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษสำหรับการรักษากล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นกระฉับกระเฉง และรักษาความเสียหายของสมอง อีกทั้งยังช่วยเรียกคืนสุขภาพให้กลับมาดีขึ้นได้ เนื่องจากมันมีสารประกอบที่มีประสิทธิภาพมาก ขิงยังช่วยแก้ไขปัญหาของโรคต่างๆ ได้อย่างมากมาย แม้กระทั่งโรคเริม เพียงคุณนำขิงมาต้มเป็นชาสำหรับดื่มเพื่อป้องกันอันตรายจากโรคหลอดเลือดสมอง และมันยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้อีกเช่นกัน

ขิงอัดแน่นไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน สามารถช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ออกซิเจนผ่านไปยังเซลล์ของร่างกายได้อย่างสะดวก สามารถต่อสู้กับโรคมะเร็ง บรรเทาอาการการเจ็บป่วยและฟื้นคืนสุขภาพ

ส่วนผสมในการทำชาขิง:

• น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ทั่วไป
• นมมะพร้าว
• ขมิ้นหนึ่งช้อนชา
• ขิงหนึ่งช้อนชา
• น้ำ 

วิธีทำ

ชาขิงทำง่ายมาก เพียงแค่นำขมิ้นและขิงใส่ลงในน้ำร้อนแล้วเคี่ยวทิ้งไว้ประมาณ 7-10 นาที
หลังจากนั้นให้ใส่นมมะพร้าวลงในแก้วแล้วเติมน้ำชาชิงที่ต้มเสร็จแล้วลงไป หรือจะใส่น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ผสมลงไปด้วยก็ได้เพื่อเพิ่มรสชาติ

เรียบเรียงข้อมูลโดย : www.rak-sukapap.com

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive