Breaking Share-Si
Loading...

แชร์เก็บไว้เลย! นักโภชนาเตือน!! ใครเป็น 3 โรคนี้ อย่ากินทุเรียนเด็ดขาด

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


นักโภชนาเตือน!! ใครเป็น 3 โรคนี้ อย่ากินทุเรียนเด็ดขาด

นางกุลพร สุขุมาลตระกูล นักวิชาการโภชนาการชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า


การกินทุเรียนในช่วงอากาศร้อนเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง แม้ทุเรียนจะมีสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร แต่ก็มีสารจำพวกกำมะถัน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เมื่อกินทุเรียนร่างกายจึงได้รับพลังงานสูง

ปัจจุบันมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ใช้ทุเรียนเป็นจุดขาย ดังนั้น การกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี จำเป็นต้องมีความรู้ มีความเข้าใจที่จะดูแลตนเองด้วย

โดยเริ่มที่หากกินทุเรียนครึ่งเม็ดกลาง ต้องรู้ว่าร่างกายจะได้รับพลังงานประมาณ 200 กิโลแคลอรี เทียบกับกินข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน หรือเท่ากับกินก๋วยเตี๋ยวปลาเส้นเล็กน้ำ 1 ชาม หรือเท่ากับข้าวราดแกงส้มผักรวม 1 จาน

นางกุลพรกล่าวอีกว่า กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ชายวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ผู้หญิงวัยทำงานไม่ควรกินน้ำตาลและน้ำมันเกินวันละ 4 ช้อนชา

อย่างไรก็ตาม หากกินทุเรียน 1 เม็ดกลาง ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาล 4 ช้อนชา และได้รับน้ำมันถึง 3 ช้อนชาแล้ว จึงไม่เหมาะสมที่ผู้บริโภคจะกินอาหารรสหวาน สิ่งที่ควรทำคือ เลือกอาหารที่ใช้วิธีการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน กะทิ และไม่หวาน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว แป้ง และควรเดินเล่นประมาณ 30 นาที

ทั้งนี้ คนที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถกินได้ และปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำเบื้องต้น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้องกินให้น้อยที่สุด และนานๆ กินสักครั้ง

สำหรับผู้ป่วยโรคไต นั้นต้องห้ามกินทุเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะทุเรียนมีโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้อาการของโรคทวีความรุนแรงมากขึ้นได้


ที่มา...http://www.naarn.com/16637/

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive