Breaking Share-Si
Loading...

ต้องไปหามากินด่วน!! มะเขือพวง สุดยอดผักสมุนไพรทางยา กินบ่อยๆ มีโอกาสหายจาก 4 โรคร้ายนี้

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ต้องไปหามากินด่วน!! มะเขือพวง สุดยอดผักสมุนไพรทางยา กินบ่อยๆ มีโอกาสหายจาก 4 โรคร้ายนี้

มะเขือพวง พืชผักพื้นบ้านของคนไทย ที่มักนิยมนำมาประกอบอาหาร เช่นใส่ในแกงต่างๆ แต่คุณเคยทราบหรือไม่ว่า

มะเขือพวงลูกเล็กๆ นี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลซึ่งก็มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า สามารถนำมารักษาโรคได้อีกด้วย

เนื่องจากมะเขือพวงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน มีฤทธิ์ช่วยลดอนุมูลอิสระ มีเส้นใยที่ช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินได้ดีเยี่ยม ทำให้มะเขือพวงสามารถรักษาโรคทั้ง 4 โรคนี้ได้


1. โรคกระเพาะ โดยมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการใช้ยา แอลกอฮอล์ และความเครียด และมะเขือพวงยังสามารถช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

2. โรคเบาหวาน เพราะสารเพกตินในมะเขือพวง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยสารนี้จะมีหน้าที่ช่วยเคลือบผิวในลำไส้ ทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ช้า จึงช่วยดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง ทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดคงที่

3. โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด มะเขือพวงมีกลุ่มสารทอร์โวไซด์ ซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลับของโคเลสเตอรอลในลำไส้ด้วย จึงอาจช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกทางหนึ่ง

4.โรคขาดสารอาหาร มะเขือพวงมีสารจำพวกไฟโตนิวเทียนท์ ที่จะช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคขาดสารอาหาร กลับมาเป็นปกติ และร่ากายทำงานำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าคุณควรทานมะเขือพวงให้มากขึ้น เพราะมันเป็นผักที่ให้ประประโยชน์ได้อย่ามหาศาลเลยทีเดียว หากใครที่ไม่ชอบทานลองกลับมาคิดใหม่ อาจเริ่มจากทานมะเขือพวงในแกงก่อนก็ได้ แต่อย่างไรเราก็ขอแนะนำว่าให้คุณทานเถอะ มันดีจริงๆ


ที่มา...thaijobsgov.com

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive