Breaking Share-Si
Loading...

วิธีตอนกิ่งต้นไม้ พันธ์ุไม้ง่ายๆด้วยตนเอง ได้กิ่งตอนสวยคุณภาพ ใครชอบขยายพันธ์ต้นไม้ไว้ปลูกไว้ขายลองเลย!!

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ตอนกิ่งต้นไม้ พันธ์ุไม้ง่ายๆด้วยตนเอง ได้กิ่งตอนสวยคุณภาพ ใครชอบขยายพันธ์ต้นไม้ไว้ปลูกไว้ขายลองเลย!!

พันธ์ไม้หลายชนิดได้มาจากการตอนกิ่ง ซึ่งกิ่งตอนที่สามารถเจริญเติบโตในดินได้แล้วก็จะนำไปปลูก หรือชำลงในถุงพลาสติกที่เตรียมดินไว้ก่อนสักระยะ เพื่อให้กิ่งตอนแข็งแรง และเมื่อนำไปปลูกสามารถเจริญเติบโตได้ดี มีความทนทานต่อแดดฝน หลายคนมีพันธ์ุไม้ที่บ้านอยู่แล้ว หากอยากปลูกต้นไม้ชนิดเดิมเพิ่ม คุณสามารถเปิดกูเกิลดูได้ว่าต้นไม้ชนิดนั้นขยายพันธ์ุโดยการตอนกิ่งได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ไม่ต้องไปซื้อต้นไม้ให้เปลืองตัง หาอุปกรณ์มาทำการตอนกิ่งเองได้เลย โดยวิธีการตอนนั้นง่ายมากๆค่ะ หากคุณไม่เคยทำมาก่อนก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะขั้นตอนที่เอามาฝากนี้ง่ายสุดๆว่าแล้วก็ไปดูกันเลย




 
 
วิธีการตอนกิ่ง  (Air Layering) 
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ 
1.แก้วพร้อมฝาปิด
2.คัดเตอร์
3.เทปใส
4.ขุยมะพร้าว+ปุ๋ยอินทรีย์+น้ำ
5.กระดาษฟอยหรือกระดาษหนังสือพิมพ์
6.เชือกและกิ่งไม้
7.น้ำยาเร่งรากหากไม่มีให้ใช้กะปิ1ช้อนต่อน้ำดื่มชูกำลัง เครื่องขวด
 
  
เตรียมอุปกรณ์ครบแล้วไปเริ่มกันเลย 
1. การเลือกกิ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกจึงจำเป็นต้องเลือกกิ่งจากต้นพันธุ์ดี ต้องเป็นกิ่งเพสลาด (กิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่) ที่มีความสมบูรณ์ปราศจากการทำลายของโรคและแมลง ถ้าเป็นกิ่งกระโดงได้ยิ่งดี หรือกิ่งจากส่วนอื่นที่สมบูรณ์แบบ กรณีที่ต้นพันธุ์ดีมีอายุมาก กิ่งไม่สวย จำเป็นต้องตัดกิ่งเพื่อให้กิ่งชุดใหม่แตกออกมาเสียก่อน แล้วจึงทำการตอนบนดิ่งชุดใหม่นั้น กิ่งที่มีความสมบูรณ์ พร้อมต่อการขยายพันธุ์ ลอกเปลือกออกง่ายมาก เปลือกไม่ติดเนื้อกิ่ง เปลือกกิ่งในจะมีน้ำหล่อเลี้ยงชุ่มชื้นดี 
  
 
2. พอได้กิ่งที่จะทำการตอนแล้ว ก็ไปผสมตุ้มกิ่งตอนกันก่อน โดยนำขุยมะพร้าวใส่ในกาละมัง แล้วใส่น้ำผสมลงไป ใช้มือเคล้าขุยมะพร้าวกับน้ำให้เข้ากัน เมื่อใช้มือเดียวกำขุยมะพร้าวแล้วบีบ มีน้ำหยดลงมาก็ใช้ได้ ไม่ต้องให้เปียกโชก ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในขุยมะพร้าวที่อยู่ในกาละมังพอประมาณ แล้วใช้มือเคล้าผสมให้เข้ากัน (อย่าใส่มาก เดี๋ยวพอไปตอนกิ่งแล้ว กิ่งพันธุ์จะเหี่ยวเฉาและกิ่งตาย) 
  

 
 
3. ทำการควั่นกิ่ง การควั่นกิ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมและใช้กันมานานแล้ว สามารถใช้ได้กับพืชหลายชนิด เช่น มะนาว ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง ลิ้นจี่ ส้มโอ และไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ วิธีนี้เหมาะสำหรับพืชที่ลอกเปลือกไม้ออกได้ง่าย โดยการใช้มีดควั่นกิ่งโดยรอบเป็นวงแหวน ๒ วง ความห่างของวงแหวนประมาณความยาวของเส้นรอบวงของกิ่งที่ทำการตอน จากนั้นกรีดรอยแผลจากด้านบนถึงด้านล่าง แล้วลอกเอาเปลือกไม้ออก แล้วลอกเอาเปลือกออกและขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่นๆ รอบกิ่งออกให้หมด เสร็จแล้วใช้เชือกมักพร้อมกิ่งไม้เล็กไว้ใต้แก้ว เพื่อไม่ให้แก้วหล่น
  
 
 
การขูดผิวเมือก : เป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงท่ออาหารของพืช หลายคนมักพูดว่าไม่จำเป็นต้องขูดออก มันก็งอกรากได้ไม่ต้องมาก เรื่องนี้ใช่ถูกต้องครับ....แต่ เท่าที่ผมทำมาก่อนและสังเกตเห็นว่า รากจะออกได้ ช้ากว่า จำนวนน้อยกว่า นั่นก็เพราะว่าราก ของพืชยังสามารถส่ง Auxins,IAA,IBAและสารอื่นๆ ไปเลี้ยงปลายยอดได้อยู่ ทำให้พืชยังเจริญเติบโตทางยอดและลำต้น Auxinsยังไม่ถูกตัดขาดฉบับพลัน.. Auxins ที่อยู่ปลายยอดจึงไม่ไหลย้อนลงมาที่บาดแผล(รอยควั่น)ได้มากพอ จึงทำให้พืชออกรากได้ช้าลงครับ
  

 
 
4. นำฮอร์โมนเร่งรากทาเหนือบริเวณรอยควั่นขึ้นไป 2-4 ซม. รอจนน้ำยาแห้ง
  
 
 
5. นำแก้วพาสติกผ่าแล้วนำมาใส่กิ่งตอน นำขุยมะพร้าวเก่า+ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกันเรียบร้อย ที่แช่น้ำจนอิ่มตัว แล้วบีบน้ำออกพอหมาดๆ อัดลงในแก้วพลาสติกอย่าให้แน่นมาก แล้วใช้ฝาปิดแก้ว เสร็จแล้วนำพาสติกใสพันโดยรอบหรือใช้ยางวงรัดโดยรอบ
  
 
 
6. ใช้กระดาษฟอยหรือหนังสือพิมพ์ห่อแก้วป้องกันความร้อนจากแสงแดด หลังจาก 20 วันจะเห็นรากงอกออกมาให้เห็น
  
 
 
เมื่อกิ่งตอนงอกรากซึ่งจะเกิดตรงบริเวณรอยควั่นด้านบน และรากเริ่มแก่เป็นสีเหลือง หรือมีสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาวและมีจำนวนรากมากพอ จึงตัดกิ่งตอนไปชำหรือปลูกได้ ตัดกิ่งตอนไปชำในภาชนะ ในกระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อรอการปลูกต่อไป
  


 
  
ขอขอบคุณที่มาจาก : ศูนย์รวมความรู้การเกษตร , web.ku.ac.th
อ้างอิงรูปภาพและข้อมูลจาก อาจารย์ภูชิต พุทธาวุฒิไกรและ ราเชน มั่นตะคุ

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive