Breaking Share-Si
Loading...

ต้องจัดอย่างด่วน..กินฟักทองนึ่ง วันละ 2-3 ชิ้น ช่วยบำรุงตับ ไต ชะลอวัย ต้านความแก่ชราได้

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ต้องจัดอย่างด่วน..กินฟักทองนึ่ง วันละ 2-3 ชิ้น ช่วยบำรุงตับ ไต ชะลอวัย ต้านความแก่ชราได้

ฟักทอง เป็นผักที่มีประโยชน์มากอีกชนิดหนึ่ง นอกจากเราจะนำฟักทองเป็นอาหารแล้ว ฟักทองยังมีฤทธิ์เป็นยาได้ด้วย

เพราะในฟักทองมีวิตามินอยู่หลายชนิด สามารถป้องกันและรักษาได้หลายโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต


และการนำฟักทองมาใช้เป็นยานั้น สามารถใช้ได้ทั้งเนื้อ เมล็ด ราก และเครือฟักทอง เรียกว่ามีประโยชน์ทั้งต้นจริงๆ

ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับผักผลไม้ชนิดนี้กันค่ะ ว่าในผลฟักทอง 1 ผลจะมีประโยชน์ในด้านไหนบ้าง และควรบริโภคอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

1. ฟักทองมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในการชะลอวัย ต้านความแก่ชรา

2. ช่วยฟื้นบำรุงสุขภาพผิว ให้เปล่งปลั่งสดใส และช่วยปกป้องผิวไม่ให้เหี่ยวย่น

3. ฟักทองมีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงและรักษาสายตา

4. สามรถกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

5. สามรถควบคุมความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพ

6. ในฟักทองมีคอลลาเจนตามธรรมชาติ จึงช่วยเสริมสร้าง คอลาเจนใต้ผิวหนังช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส

7. ฟักทองมีกรดโปรไพโอนิค ซึ่งมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง

8. ฟักทองให้พลังงานต่ำ ไขมันน้อย จึงเหมาะแก่คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

9. ป้องกันการเกิดนิ่ว เพราะในฟักทองมีสารคิวเคอร์บิติน มีฤทธิ์ช่วยช่วยขับปัสสาวะ สามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วได้

10. ฟักทองมีฤทธิ์อุ่นซึ่งจะช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี


ข้อควรระวัง : การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้ เพราะฉะนั้นควรทานแต่พอดีนะคะ


แหล่งที่มา...khaoza.net

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive