Breaking Share-Si
Loading...

สูตรหมูกรอบ ฉบับเร่งด่วนใน 50 นาที ไม่ต้องต้ม ไม่ต้องทอด เพียงแค่มีหม้ออบลมร้อน

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


สูตรหมูกรอบ ฉบับเร่งด่วนใน 50 นาที ไม่ต้องต้ม ไม่ต้องทอด เพียงแค่มีหม้ออบลมร้อน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะค่ะ เราสามารถทำหมูกรอบได้ภายในใน 50 นาทีเท่านั้น หมูกรอบสูตรที่ว่านี้มาจาก คุณอ้อมใจ รัก_ประจำทาง สมาชิกเว็บไซต์พันทิป

ได้บอกสูตรและขั้นต้อนการทำหมูกรอบแบบไม่ต้องเอาไปทอดให้น้ำมันกระเด็นร้องกรี๊ดๆ ทำง่ายๆ ด้วยหม้ออบลมร้อน ผลลัพท์ที่ได้ก็ยังกรอบนุ่มเหมือนเอาไปทอดไม่ผิดเพี้ยน แถมยังแห้งกว่าการทอดเพราะไม่ใช้น้ำมันอีกด้วย



ส่วนผสม หมูกรอบฉบับเร่งด่วน

       • หมูสามชั้น 1 กก.
       • น้ำส้มสายชู
       • น้ำปลา
       • เกลือป่น

อุปกรณ์

       • มีดแกะสลัก
       • หม้ออบลมร้อน

วิธีทำหมูกรอบ

        • ล้างหมูสามชั้นให้สะอาด (ลองชั่งดูได้น้ำหนัก 1.1 กิโลกรัม ชิ้นนี้ทำออกมาพอสุกแล้วเบาไป 4 ขีด)
        • ใช้มีดแกะสลักจิ้มลงบนเนื้อหมูให้ทั่วจนเป็นรูพรุน (ยิ่งพรุนยิ่งกรอบ)
        • บั้งเนื้อหมูให้เป็นริ้วๆ (หน้าแคบ-หน้ากว้างตามชอบ ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการหั่นตอนสุก และกรอบไวขึ้นด้วยนะคะ)
        • นำเนื้อหมูที่บั้งแล้วไปแช่น้ำส้มสายชูผสมน้ำปลาค่ะ (ผสมกันเข้าไปเลยค่ะ ให้น้ำปลามากว่าน้ำส้มสายชูสักหน่อย) โดยแช่ด้านเนื้อแช่ประมาณ 5 นาที ส่วนด้านหนังให้ชุบแล้วนำขึ้นทันที
          
          เคล็ดลับ : น้ำปลาจะทำให้เค็มเข้าเนื้อ ส่วนน้ำส้มสายชูจะช่วยให้สีเหลืองสวย

        • ใส่เนื้อหมูลงในหม้ออบลมร้อนโดยหงายด้านเนื้อขึ้น ใช้อุณหภูมิที่ 220 องศาเซลเซียส อบนานประมาณ 20 นาทีจนด้านเนื้อสุก
        • หงายเอาด้านหนังขึ้น โรยเกลือลงไปเล็กน้อย จากนั้นอบต่ออีก 30 นาที พอครบเวลา นำออกจากหม้ออบ หั่นเป็นชิ้นๆ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ภาพประกอบจาก : https://pantip.com/topic/32744346

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive