Breaking Share-Si
Loading...

กระจ่างแจ้งสักที! เปิดเผยความจริง "ผงชูรส" ทำมาจากอะไรกัน? ทำไมใส่แล้วอาหารอร่อย

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


กระจ่างแจ้งสักที!! เปิดเผยความจริง "ผงชูรส" ทำมาจากอะไรกัน? ทำไมใส่ลงไปในอาหารแล้วถึงมี "รสชาติ" อร่อยขึ้นได้

เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เชื่อว่าหลายคนต้องสงสัยกันอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องน่ามหัศจรรย์ของ "ผงชูรส" ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร? แต่ทำไมเวลาเราหยิบไปปรุงอาหารแล้วถึงได้มีรสชาติอร่อยขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด และวันนี้เราจะพาทุกคนไปไขความกระจ่างกันว่าแท้จริงแล้ว มันทำมาจากอะไรกัน ? แล้วมีขั้นตอนกรรมผลิตแบบไหนกัน ?


"ผงชูรส"  มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โมโนโซเดียมกลูตาเมต” (Monosodium  Glutamate)  เริ่มผลิตจากกระบวนการหมัก  เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล โดยใช้แป้งมันสำปะหลัง  ทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟิวริก  ให้มีความเข้มข้นที่พอเหมาะจนได้น้ำตาลกลูโคส  นำน้ำตาลกลูโคสที่ได้มา หมักกับยูเรียที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส  เพื่อเลี้ยงจุรินทรีย์  จะได้กลูตาเมต  ทำการแยกหรดกลูตาเมต จากขั้นตอนที่แล้วใช่สารทำปฏิกิริยากับกรดเกลือ  ได้กรดกลูตาเมต  ช่วงนี้จะมีของเหลวที่ได้หากนำไปกรรมวิธีต่อจะได้ซีอิ้ว  ที่เราใช้ปรุงรสอาหารนั้นเอง  นำกรดกลูเมตที่ได้ทำปฏิกิริยากับโซดาแผดเผา ก็เป็นผนึกผงชูรสขึ้นมา

แต่อันตรายจากผงชูรสก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน  ผงชูรสนั้นนั้นมีการยอมรับในเรื่องของสารปรุงแต่งอาการให้รสดี  แต่การบริโภคนั้นต้องมีจำกัดรับเข้าไปมากก็ไม่ดี  ผงชูรสก็เช่นเดียวกันถึงแม้จะมีการบอกว่าใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ  ซึ่งตามจริงแล้วทำมาจากมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมหลักแต่แต่ก็มักมีส่วนผสมอื่นเจือปนทำให้เกิดอันตราย  อย่างเช่น  โซดาไฟ  กรดเกลือ  กรดกำมะถัน  และยังมีส่วนผสมแปลกปลอมอื่นๆอีก  อย่างเช่นผงชูรสผสมหรือว่าผงชูรสปลอม  จะมีพวกบอแรกช์  น้ำประสาทท่อง  เกลือตาร์เตรต  เกล็ดของโซเดียมเมตาฟอสเฟตเป็นต้น  ซึ่งสามารถเหล่านี้มีอันตรายต่อสุขภาพมาก




องค์การอนามัยโลกได้กำหนดถึงการใช้ผงชูรสว่า  ควรได้รับผงชูรสไม่เกิน 6.6 มิลิกรัมต่อวัน  ของผู้ที่มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม  ไม่ควรให้เด็กต่ำกว่า 1 ปี  และสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับเข้าไป  ขณะที่ทางญี่ปุ่มเองก็ไม่ได้ใช้ผงชูรสในการปรุงอาหารแล้ว

จากการทดสอบอันตราย  ถ้านำผงชูรสไว้ที่ลิ้นโดยตรงประมาณ 3 – 4 นาที จะทำให้ลิ้นเกิดชาและทำให้เกิดอาการลอกขึ้นได้  และเท่าที่ได้ทดลองมาหากมีการบริโภค 0.1 – 0.6 % ของน้ำหนักอาหารร่างกายสามารถรับได้โดยที่ไม่เป็นอันตราย  แต่ในร้านอาหารทั่วไปเราอาจจะพบว่ามีการใส่ที่เยอะเพื่อทำให้อาหารนั้นอร่อยจึงทำให้หลายคนเกิดอาการแพ้เพราะได้รับในปริมาณมาก  มีการระบุว่าเพศชายจะมีความทดทานหรือแสดงอาการแพ้ได้น้อยกกว่าผู้หญิง  อาการที่มักพบในการแพ้  คลื่นไส้อาเจียน  ชาที่ลิ้นและคอ

อันตรายอื่นๆ  จากที่ได้รับผงชูรสมากเกินไปอาจจะทำให้มีผลข้างเคียงและหากได้รับต่อเนื่องอาจจะทำให้เกิดอันตรายตามมาได้  อาจจะทำให้เกิดมะเร็งต่อร่างกายได้ เนื่องจากไปผสมส่วนผสมอาหารที่มีการปรุงทำให้ร้อนทำให้โครงสร้างทางเคมีนั้นเปลี่ยนไปอาจจะส่งผลทำให้มะเร็งตามาได้  โดยเฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารอาจจะส่งผลกระทบได้  และยังส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ด้วยทำให้เยื้อหุ้มสมองอักเสบ


ทางผลการศึกษาก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์  ซึ่งเกิดได้เฉพาะผู้ที่แพ้เท่านั้นและพบจำนวนน้อยมาก  ในเบื้องต้นทางองค์การอาหารและยายังยืนยันว่าสามารถรับประทานได้และก็มีใช้กันไปทั่วโลก

แต่นักทางโภชนาการได้มีการระบุว่า  ผงชูรสนั้นไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเลยเพียงแต่ให้รสชาติที่อร่อยเท่านั้น  และการบริโภคควรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ถึงแม้จะพบว่ามีอันตายต่อร่างกายน้อย  แต่ในหลายแลบจากการทดลองยังพบว่ามีปัจจัยอย่างอื่นด้วยที่เกิดการแพ้  ควรบริโภคแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ข้อมูลจาก : krabork.

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive