Breaking Share-Si
Loading...

เผย 7 โรคที่น้ำเปล่า สามารถรักษาโรคได้จริง ไม่อยากกินยาจนไตพังควรอ่าน

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ไม่อยากกินยาจนไตพังควรอ่าน!! 7 โรคที่น้ำเปล่า สามารถรักษาโรคได้จริง ส่งผลต่อร่างกายแบบนี้

กิจกรรมที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นทำให้ร่างกายของคนเราสูญเสียน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน เราจึงต้องดื่มน้ำเข้าไป เพื่อทดแทนเหงื่อที่ขับออกมา น้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายของเรา เคยได้ยินที่คนชอบเตือนกันใช่ไหมล่ะว่าให้ ดื่มน้ำเปล่า เยอะๆ เพราะน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย วันนี้เรามีข้อดีของการดื่มน้ำมาฝากทุกๆ คนกันด้วยละค่ะ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “น้ำเปล่า” สามารถรักษาโรคได้สารพัดจริงๆ นะ ไม่ได้เป็นศาสตร์มนต์ดำหรือเกี่ยวข้องกับศาสนาใดๆ ทั้งนั้น แต่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ และกลไกมนุษย์ธรรมดาๆ นี่แหละ แถมยังเป็นโรคที่ใครหลายคนประสบพบเจอมาด้วย จะต้องดื่มน้ำเปล่าอย่างไร เท่าไร แล้วรักษาโรคอะไรได้บ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

1. ท้องผูก

ง่ายๆ ก็เริ่มที่อาการท้องผูกที่ใครหลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้มาไม่มากก็น้อย สาเหตุของอาการท้องผูกมักมาจากอาหารการกินที่เราทานเข้าไป ทำให้อุจจาระของเราขาดความอ่อนนุ่ม อัดรวมเป็นก้อนแข็งใหญ่ ทำให้ถ่ายลำบาก (หรือไม่ถ่าย) การดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น จะช่วยให้อาการท้องผูกลดลงได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการดื่มน้ำอุ่น (อาจจะแช่มะนาวฝานบางๆ ลงไปในแก้ว 1 ชิ้นด้วย) ในตอนเช้า และดื่มน้ำตามหลังจากทานอาหาร ไปจนถึงน้ำเปล่าอีก 1 แก้วก่อนนอน รับรองได้ผลแน่

2. โรคริดสีดวงทวาร

ต่อจากอาการท้องผูก หากอุจจาระอ่อนนุ่มลง เราก็จะมีโอกาสเป็นโรคริดสีดวงทวารน้อยลงเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากไม่อยากเป็นโรคริดสีดวงทวาร นอกจากการเลือกทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง ลดการทานอาหารที่มีแป้ง และไขมันสูงแล้ว ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในแต่ละวันด้วย

3. ปวดศีรษะ ไมเกรน

ใครที่มีอาการปวดศีรษะ หรือปวดไมเกรนเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว หากไม่อยากมีอาการปวดบ่อยๆ หรือไม่อยากทานยาบ่อย สามารถจิบน้ำเปล่าดื่มระหว่างวันได้ ช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ดีเลยทีเดียว

4. ความดันโลหิตสูง

การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้เลือดของเราข้น ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานหนักขึ้นไปด้วย นั่นจึงทำให้หลอดเลือกมีความดันมากขึ้น จนอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หรือคนที่มีอาการความดันโลหิตสูงอยู่แล้วก็อาจมีอาการหนักขึ้นได้ เพราะฉะนั้นหากเราดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ง่ายขึ้น

5. โรคอ้วน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าแค่น้ำเปล่าธรรมดาๆ นี่แหละที่ช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคอ้วนได้ นอกจากนี้ใครที่ต้องการลดน้ำหนัก ลองดื่มน้ำเปล่าระหว่างวันให้มากขึ้น จะช่วยให้เราไม่หิวบ่อยระหว่างวัน และดื่มเปล่าแทนน้ำหวานไปได้เลย จะเติมความสดชื่นด้วยการแช่ผลไม้สดลงไปในน้ำเปล่าด้วยก็ได้ หรือที่เราเรียกว่า Defused water ช่วยลดความอยากน้ำหวานของเราไปได้เยอะเลยล่ะ แพทย์แนะนำว่า ใครที่เป็นโรคอ้วนอยู่แล้ว ลองดื่มน้ำให้ได้ 2-3 ลิตรต่อวัน ควบคู่ไปกับการลดทานแป้ง น้ำตาล ไขมันไม่ดี และออกกำลังกายด้วย ช่วยลดน้ำหนักได้แน่นอน

6. ปวดข้อ

อาการปวดข้อมักตามมากับโรคอ้วน เพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินไป และน้ำในข้อน้อย จึงทำให้ข้อต่างๆ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อไหล่แห้ง ฝืดเคือง ขยับได้ไม่คล่อง การเติมความชุ่มชื้นให้กับเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อ ทำได้ง่ายๆ เพียงดื่มน้ำให้มากขึ้น อาการอักเสบ หรือบวมปวดก็จะน้อยลง

7. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

จากประสบการณ์ส่วนตัว นอกจากการทำงานที่รีบเร่ง ที่ทำให้เราดื่มน้ำน้อย และต้องกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นหากคุณดื่มน้ำให้มากขึ้น และลุกไปเข้าห้องน้ำทันทีที่ปวดปัสสาวะ ก็จะไม่เป็นโรคนี้อย่างแน่นอน

ดื่มน้ำตอนใหนดี ?

– 1 แก้ว ตื่นนอน เพื่อลดความเข้มข้นของเลีอดและช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในให้ตื่นตัว

– 2 แก้ว 9-10 โมงเช้า ชำระของเสียออกจากร่างกาย

– 1/2 แก้ว ก่อนอาหาร 15 นาที ช่วยให้ระบบการย่อยดีขึ้น ผู้ที่ลดน้ำหนักสามารถดื่มน้ำ 1-2 แก้ว 30 นาทีก่อนมื้ออาหาร

– 1/2 แก้ว หลังอาหาร 40 นาที ช่วยระบบย่อยอาหาร แต่ไม่ควรดื่มน้ำเกิน 1 แก้ว เพราะจะไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและไม่ควรจิบน้ำไปทานข้าวไป

– ระหว่างวันให้จิบน้ำตลอดวันเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

– 1 แก้ว ก่อนเข้านอน ช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรือหัวใจวาย และช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่า 1 แก้ว เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักในระหว่างหลับ และตื่นมาปัสสาวะเป็นสาเหตุทำให้นอนหลับไม่สนิท

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : sanook , medicthai

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive