Breaking Share-Si
Loading...

คุณหมอเตือน ห้ามบีบจมูกเม้มปากเวลาจาม เสี่ยงลมเข้าสมอง ปอดรั่ว

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน บอกต่อทุกคนที่รักเลยนะคะ เพราะจากกรณีที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ได้โพสต์รูปภาพการทำ MRI คลื่นแม่เหล็ก ของผู้ป่วยหญิงไทยรายหนึ่ง อายุ 82 ปี พบว่าสมองมีลมอยู่บริเวณในเนื้อสมองข้างซ้าย

ซึ่งอาการแบบนี้ชี้ให้เห็นถึงการเอามือบีบจมูก เม้มปากเวลาจาม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากเพราะจะทำให้ปอดรั่ว แก้วหูทะลุ ผนังช่องคอทะลุ เส้นเลือดในสมองแตก แล้วยังมีลมรั่วผ่านกระโหลกเข้าสมองได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นอย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเอามือมาบีบจมูกและเม้มปากเวลาจามเด็ดขาดค่ะ



ภาพการทำ MRI คลื่นแม่เหล็ก พบว่าสมองมีลมอยู่บริเวณในเนื้อสมองข้างซ้าย



ลมเข้าสมองจากการบีบจมูกและเม้มปากเวลาจาม(น่าจะเป็นรายแรกของโลก)

ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 82 ปีเป็นโรคเบาหวานและไขมันสูง มาหาผมเมื่อ ธค 2559 ด้วยอาการพูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก 3 วัน ได้ทำ MRI (คลื่นแม่เหล็ก)สมอง พบมีลม ( air pocket )ในเนื้อสมองข้างซ้ายขนาด7x4x3.2ซม.( ดูลูกศรในรูปภาพ ) ติดตามไป อาการดีขึ้นช้าๆ ปัจจุบันปกติดี ผมเพิ่งทราบสาเหตุทำไมอยู่ดีๆลมเข้าสมองผู้ป่วยคนนี้ได้ (หลังจากอ่านรายงานในวารสาร BMJ Case Reports ของวันที่ 15 มค 2561 และกำลังเป็นข่าวดังไปทั่วโลกขณะนี้ ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการเอามือบีบจมูก เม้มปากเวลาจาม) ด้วยการกลับไปซักประวัติใหม่ว่าผู้ป่วยทำอย่างนั้นก่อนป่วยหรือไม่

ผู้ป่วยตอบว่าก่อนไม่สบาย กำลังจะสั่งน้ำมูก เกิดจามขณะเอามือบีบจมูก เอานิ้วอุดรูหูข้างขวาและเม้มปากพร้อมๆกัน หลังทำหูข้างซ้ายอื้อและมีเสียงดัง ลมจากการจามออกทางจมูกปากไม่ได้ คงผ่านจากท่อในปากเข้าหูชั้นกลางด้านซ้ายแล้วทะลุผ่านกระโหลกใต้สมองเข้าสมองด้านซ้าย( ดูลูกศรในรูปภาพ ) รายนี้น่าจะเป็นรายแรกของโลกที่ลมรั่วเข้าสมองเกิดจากการบังคับไม่ให้จามออกทางปากและจมูก นอกจากปอดรั่ว แก้วหูทะลุ ผนังช่องคอทะลุ เส้นเลือดในสมองแตก ยังมีลมรั่วผ่านกระโหลกเข้าสมองได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นอย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเอามือมาบีบจมูกและเม้มปากเวลาจามเด็ดขาด

ข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive