Breaking Share-Si
Loading...

ได้เยอะเหมือนกันนะเนี้ย มีอยู่เท่าไหร่แล้ว วิธีเช็กยอดเงินสะสมในประกันสังคม ง่ายนิดเดียว

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ได้เยอะเหมือนกันนะ! มีอยู่เท่าไหร่แล้ว วิธีเช็กยอดเงินสะสมในประกันสังคม ง่ายนิดเดียว

สิทธิต่างๆ ทางสังคมของเรา เป็นสิ่งที่เราควรตระหนักทราบเอาไว้เสมอ สำคัญมากๆ เลยก็คือเจ้าเงินประกันสังคมที่จ่ายไปทุกเดือนนั่นล่ะ เพราะเป็นเงินก้อนที่ไม่ได้ช่วยดูแลแค่สุขภาพร่างกาย แต่ยังช่วยดูแลเกี่ยวกับสภาพทางการเงินให้ในตอนที่เราอยู่ในสถานะไม่สามารถทำงานได้อีกด้วย วันนี้เรา จะมาสอนวิธีตรวจสอบยอดเงินประกันสังคมที่เธอสะสมกันเอาไว้ว่ามีอยู่เท่าไหร่แล้ว เป็นยังไงบ้าง ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานที่เธอควรต้องรู้ให้ดีที่สุดเลยล่ะ!


1. เข้าไปที่ www.sso.go.th หลังจากนั้นให้เข้าสู่ระบบ โดยกดปุ่ม 'เข้าสู่ระบบ' จะขึ้นให้กรอกเลขบัตรประชาชนและรหัสผ่าน หรือถ้าใครเพิ่งเคยเข้ามาที่เว็บนี้ ก็ให้ทำการสมัครสมาชิก ซึ่งตรงนี้ต้องกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัสยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย


2. เมื่อเข้าระบบตัวเองได้แล้ว ให้มองหาเมนูที่เขียนเอาไว้ว่า 'ผู้ประกันตน' ส่วนนี้สามารถดูข้อมูลต่างๆ ของเธอเองได้

3. ในส่วนของเงินสะสมในประกันสังคม ให้เลือกคำว่า 'ข้อมูลการส่งเงินสมทบ' โดยเมื่อเปิดเข้าไปจะเป็นประวัติการส่งเงินของเราในแต่ละเดือน โดยจะถูกแบ่งออกเป็นเปอร์เซ็นต์ 3 ส่วน คือเจ็บป่วย ชราภาพ ว่างงาน ซึ่งในส่วนของเงินชราภาพนั้น เธอยังสามารถรู้ได้ด้วยว่าถ้าแก่งั่กแล้วต้องออกจากงาน จะได้เงินเท่าไหร่ ด้วยการเลือกคำว่า 'การคำนวณเงินสงเคราะห์ชราภาพ' แอบไปส่องแล้ววางแผนชีวิตได้เลยล่ะ

จากวิธีที่กล่าวมา จะเห็นว่าตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยในส่วนของเงินชราภาพนั้น เราสามารถทำเรื่องขอรับได้ก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป ภายในระยะเวลา 1 ปีตั้งแต่พ้นสภาพการทำงาน ถ้าไม่ไปติดต่อระวังเงินนั้นจะโดนย้ายไปเป็นของกองกลางแทนนะ

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive