Breaking Share-Si
Loading...

สุดช็อกแทบหยุดหายใจ ท้าทายความตาย เมื่อลองเล่นกับงูหางกระดิ่ง

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


คลิปสุดช็อกแทบหยุดหายใจ ท้าทายความตาย เมื่อลองเล่นกับงูหางกระดิ่ง!

เป็นคลิปที่บอกเลยว่าดูแล้วแทบหยุดหายใจตาม โดย เดลี่เมล์ ได้เผยแพร่คลิปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามจะหนีจากงูหางกระดิ่ง โดยคลิปแสดงให้เห็นว่า เขากำลังนั่งอยู่ในป่า และพยายามทำให้ตัวเองรอดจากงูพิษร้ายแรงชนิดนี้

เขาเริ่มจากเป่าลมใส่เจ้างู ซึ่งมันก็ไม่ไหวติง จากนั้นค่อยๆ สะกิดที่หางแต่กลับทำให้งูเลื้อยขึ้นมาอยู่บนตักของเขา ทำให้เขาและตากล้องถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ ซึ่งหนุ่มคนนี้หัวใจแทบหยุดเต้นเลยทีเดียว แต่ก็ยังพูดต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเจ้างูขยับตามมือของเขาอีกครั้ง โดยหนุ่มคนนี้ลองใช้ไม้เขี่ยๆ ดูที่ลำตัวของมันอีกครั้ง เมื่องูเลื้อยไปด้านหลัง เขาถีบตัวออกจากจุดนั้นทันที พร้อมกับมือที่สั่นเทาไปหมด เมื่อประกอบกับเสียงเอฟเฟกซ์ในคลิปบอกเลยว่าตื่นเต้นแทนจริง จะลุ้นแค่ไหนมาลองชม


5 วิธีเอาตัวรอดเมื่อถูก“งูพิษ”กัด

1.ใช้เชือกหรือผ้ารัดระหว่างแผลงูกัดกับหัวใจ(เหนือรอยเขี้ยว 2-4 นิ้ว)เพื่อป้องกันไม่ให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าร่างกายโดยเร็ว แต่ควรคลายเชือกทุกๆ 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ 30-60 วินาที เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อตาย

2.บีบเลือดบริเวณบาดแผลออกเท่าที่จะทำได้ เพื่อขจัดพิษงูออกจากร่างกาย แต่ห้ามใช้ปากดูดพิษเด็ดขาด เพราะอาจทำให้พิษเข้าสู่ร่างกายของผู้ดูด และทำให้แผลของผู้ป่วยติดเชื้อได้

3.ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด หรือล้างด้วยน้ำเกลือล้างแผล ไม่ควรใส่ยาสมุนไพร เพราะจะทำให้แผลมีโอกาสติดเชื้อ

4.ดามอวัยวะที่ถูกกัดให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด และพยายามให้บาดแผลอยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ จะทำให้พิษไม่กระจายตัวและเคลื่อนที่ได้ช้าลง

5.ผายปอดเมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจ ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจแต่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive