Breaking Share-Si
Loading...

เสียงเรียกจาก น้ำตก…คนเป็นสิบยืนเรียกให้ลงไปเล่นในน้ำ ที่น้ำตกแห่งนึงในจังหวัดนครนายก

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


เสียงเรียกจาก น้ำตก…คนเป็นสิบยืนเรียกให้ลงไปเล่นในน้ำ ที่น้ำตกแห่งนึงในจังหวัดนครนายก

เรื่องที่เราจะเล่าต่อไปนี้ เป็นช่วงที่เราอายุ 17 จะ 18 ปี เราได้ไปเจอเหตุการณ์แปลกๆ มาที่สถานที่แห่งหนึ่ง จนได้มาเจอเรื่องราวความจริงบางอย่างที่เคยเป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อน เราขอใช้ชื่อเรื่องว่า “เสียงเรียกจาก น้ำตก…”


เราย้ายมาเรียนที่กรุงเทพตอน ม.5 ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมของเราพอดี แม่กับพ่อลงมาหาที่กรุงเทพ วันนั้นเราตกลงกันว่า ไหนๆก็มารวมตัวกันแล้ว จะไปเที่ยวกันค่ะ แม่โทรหาบรรดาญาติๆที่มาทำงานที่กรุงเทพ เพื่อที่จะนัดไปเที่ยวกันค่ะ พวกเราตกลงกันว่าจะไปเที่ยวน้ำตกแห่งนึงในจังหวัดนครนายก เพราะใกล้ที่สุด เมื่อถึงวันไปเราขึ้นรถน้าเราไปค่ะ น้าเป็นคนขับรถตู้ พวกเราไปกันประมาน 10 กว่าคน รถตู้คันนึงพอดี เรานั่งกับพี่บี ในรถมีเด็กๆอยู่สองคนซึ่งเป็นหลานฝาแฝดของเรา คือ ป๊อกกับป๊อป เป็นผู้ชายทั้งคู่ค่ะ ตอนนั้นอายุเท่าไรเราก็จำไม่ได้ค่ะ เด็กก็ซนกันตามประสาเด็กผู้ชาย วัยใกล้เคียงกับเราก็จะมี พี่บี พี่ฟ่าง พี่บุ๋ม (ลูกพี่ลูกน้องเรา) พี่บอย (พี่ชายเจ้าแฝดค่ะ)

พวกเรานั่งอยู่บนรถร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน สักพัก เราหลับค่ะ ตื่นมาถึงน้ำตกแล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่ที่ไหน เพราะไม่มีใครพูดถึงชื่อของสถานที่ที่จะไป แค่บอกว่าจะไปน้ำตกแค่นั้นค่ะ พวกเราลงจากรถ เด็กๆวิ่งไปรอบๆด้วยความดีใจ แม่บอกให้พวกเราเอาเสื่อไปจับจองที่นั่งค่ะ วันนั้นคนเยอะมากค่ะ เป็นช่วงวันหยุดด้วยมั้ง พวกเราก็ไปหาที่นั่งกัน และตามประสาคนอีสานค่ะ เวลาจะไปพักผ่อนที่ไหนกัน ขาดไม่ได้คือ เครื่องตำส้มตำ  พวกเราช่วยกันขนของจนเสร็จ ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงไปเล่นน้ำตกกัน

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เราก็เดินไปเช่าห่วงยางให้เจ้าแฝด ในขณะที่พวกพี่ๆลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน เราเดินไปถึงที่ที่จะลงเล่นน้ำ เราเห็นผู้ชายคนนึงอยู่ในกลุ่มพี่เรา เราเพ่งมองอยู่นาน เรามีกัน 5 คนถ้ารวมเรา มีผู้ชายคนเดียว แล้วผู้ชายอีกคนเป็นใคร ระหว่างที่เรายืนมองอยู่ (เราต้องเพ่งค่ะ เพราะเป็นคนสายตาสั้นมาก) รู้สึกเหมือนมีใครมาผลักเรา เฮ้ย!!!! ตู้ม!!! เราตกน้ำค่ะ หันมาอีกที ไอ้สองแฝดยืนหัวเราะกันใหญ่ ด้วยความที่เราโมโหเลยไม่ให้ห่วงยางที่เช่ามา เราก็ลอยตัวในห่วงยางน่าตาเฉยเลยค่ะ ไม่สนใจเสียงร้องเรียกของเด็กๆ เราลอยไปยังไม่ถึงไหนเลยค่ะ เจ้าแฝดร้องไห้เพราะเราแกล้ง เราก็เลยหันไปจะเอาห่วงยางไปให้ เห็นป๊อกยืนร้องไห้อยู่ และเห็นป๊อปวิ่งไป ด้วยความีรู้สึกผิด เลยเรียก “ป๊อป ป๊อป!! ไปไหน มานี่พี่เอาให้แล้ว”

สิ้นเสียงเราก็มีเสียงขานรับอยู่ข้างๆ อะไรพี่ที ป๊อปอยู่นี่ไง เราหันไปเจอป๊อปอยู่ข้างๆ เฮ้ย!!มาไง แล้วเมื่อกี้ใครวิ่งร้องไห้ไปอ่ะป๊อก เราหันไปหาป๊อกที่ยืนเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆน้ำตก ป๊อกพูดด้วยความโมโหเรา จะมีใครล่ะ ก็ยืนอยู่คนเดียวเนี่ย ผีหลอกละมั้ง!!! เราเลยบอกว่า พูดบ้าไร มาๆลงมา อ่ะ แล้วเล่นอยู่ตรงนี้นะใกล้ๆแม่ ตรงที่พี่เล่นมันอันตราย เรายื่นห่วงยางให้เด็กๆ แล้วหันหลังเดินไปหาพวกพี่ๆ แต่ประโยคนั้นมันก้องเข้ามาในหู “ผีหลอกละมั้ง” เราคิดในใจว่า ขอหล่ะ อย่าให้เจอได้เห็นอะไรอีกเลย ขอเที่ยวแบบสนุกๆเถอะ

เราเดินไปเรื่อยๆ พี่บีจับตัวเรา เราสะดุ้งเลยค่ะ “ไอ้ทีเป็นไรเดินเหม่อๆเดี๋ยวก็เตะก้อนหินหรอก” พี่บีพูดกับเรา “อ่อ ป่าวจ๊ะคิดไรนิดหน่อย” เราตอบ แล้วเราเดินไปกับพี่บี เรายังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ค่ะ แต่พอเราเดินเข้าไปใกล้จะถึงแล้ว ผู้ชายคนนั้นเขาวิ่งค่ะ วิ่งเร็วมาก แล้วหายไปในผู้คนที่เล่นน้ำกันอยู่ อันที่จริงมันก็ไม่น่าแปลกนะคะ แต่เราคิดว่ามันแปลกตรงที่ ทำไมวิ่งได้เร็วขนาดนั้น วิ่งเหมือนวิ่งแข่งบนถนนธรรมดา นั่นมันในน้ำนะ และความสูงก็ประมานเอวค่ะ แต่เค้าวิ่งแบบ น้ำไม่กระจายสักนิด เราก็คิดในทางที่ดีค่ะ เพราะไม่อยากเจออีก เราเลยคิดว่า บ้านเค้าคงอยู่แถวนี้ คงวิ่งจนชินละมั้ง (โลกสวยค่ะตอนนั้น) เราถามพี่บีในทางอ้อมๆว่า “พี่บีเล่นอยู่กันแค่นี้เหรอ พวกน้าๆไปไหนอ่ะ” พี่บีบอกว่า “พี่ก็เล่นกันอยู่ 4 คนเนี่ย ตั้งนานแล้ว พวกผู้ใหญ่เค้าทำไรกินกันมั้ง” “อ๋อ อืมๆ” เราตอบไปแต่ในใจคือ นั่นไง!!!กูว่าละ ไม่เคยพลาด เราไม่มีความสุขในการเล่นน้ำเลยค่ะ กังวลตลอด

เราเล่นน้ำกันไปสักพัก เราก็ขึ้นไปนั่งบนโขดหินค่ะ พวกพี่ๆแลดูสนุกกันมาก คงมีแต่เรานี่แหละที่เครียดกับการมาครั้งนี้ เพราะต้องมาลุ้นอีกว่า จะเจออะไรอีก เราเลิกคิดไปพักนึง นั่งดูพวกพี่ๆเล่นน้ำ รู้สึกเหมือนมีคนมาจับไหล่เราค่ะ เราหันไปมอง ไม่มีใครค่ะ มีเจ้าสองแฝดเล่นน้ำอยู่ติดฝั่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะวิ่งมาแล้ววิ่งกลับไปในเวลาแค่นี้ เราก็คิดในใจค่ะ แค่ลมพัดแล้วมโนไปเอง ทีนี้เราก็เลยลงจากก้อนหินค่ะ มายืนอยู่ในวงของพี่ๆเรา เราหันไปมองรอบๆ เห็นพี่ฟ่างค่ะ เดินไปไกลจากพวกเรา ตรงหน้าพี่ฟ่างไม่ถึงห้าเมตรเป็นชั้นล่างของน้ำตกค่ะ เราถามพี่บีว่า พี่ฟ่างไปทำไรตรงนู้น พี่บีเลยเรียกพี่ฟ่างค่ะ ฟ่าง ฟ่าง ไปทำไรวะ พี่บีเรียกเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนหันมามอง แต่พี่ฟ่างเหมือนไม่ได้ยินค่ะ ยังเดินต่อไป พี่บอยรีบวิ่งไปดึงแขนพี่ฟ่างมาเพราะเห็นท่าไม่ดี (พี่ฟ่างนางอกหักค่ะ ตอนนั้นเลยกลัวคิดอะไรไปเรื่อย)

พี่บอยพาพี่ฟ่างเดินกลับมา พี่ฟ่างถามพวกเราว่า มาตั้งแต่เมื่อไร เมื่อกี้เห็นเรียกไปเล่นตรงนู้น เดินกลับมาแล้วทำไมไม่บอก พี่บุ๋ม ด้วยความที่สนิทกัน เลยพูดว่า “เรียกห่าไร พวกกูก็อยู่ตรงเนี้ย หันมาอีกทีเจอเดินไปนู่นละ” เดี๋ยวก็ตกน้ำตายหรอก พี่ฟ่างสีหน้าหงุดหงิดมากเลยพูดว่า “ก็เมื่อกี้ กูยังเห็นพวกมึงกวักมือเรียกอยู่เลย จะเป็นไปได้ไงวะ” เรากับพี่บีพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มองหน้ากันแล้วพยักหน้าใส่กัน แล้วพูดว่า “ป่ะ เลิกเล่น” แค่นั้นแหละค่ะ เรากับพี่บีเดินกอดแขนกันแน่น รีบเดินขึ้นฝั่ง พวกเราทุกคนขึ้นจากฝั่งแล้ว ยกเว้นพี่บุ๋มค่ะ นางไปเจอหนุ่มนางเลยอยู่ต่อค่ะ

พวกเราขึ้นมากินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยเจ้าสองแฝดหลังจากเล่นน้ำจนเพลียก็หลับไป ตกเย็น ทุกคนที่มาเที่ยวทยอยกลับบ้าน พวกเราก็เก็บของเตรียมตัวจะกลับเพราะเริ่มมืดแล้ว พวกเราขึ้นไปนั่งบนรถค่ะ แต่อยู่ดีเราเหมือนได้ยินเสียงคนเรียก “ที ที มาเล่นตรงนี้” เสียงนั้นคล้ายเสียงพี่บุ๋มเลย เราก้อนึกว่าพี่บุ๋มเพราะนางยังไม่ขึ้นมา เราเลยมองไปข้างนอกรถ เห็นผู้หญิงยืนกวักมือเรียกใต้ต้นไม้ในที่มืดๆค่ะ ใจนึงก็นึกว่าพี่บุ๋ม อีกใจก็คิดว่าไม่ใช่แน่ๆ เรานั่งก้มหน้าไม่อยากมองออกไปข้างนอก แต่ก็อีกแหละค่ะมันอดไม่ได้ เราก็เลยมองออกไปอีกที เอาสิคะ ตอนแรกมาคนเดียว แต่ตอนนี้มาเป็นสิบเลยค่ะ ยืนกวักมือเรียกเรา เราเอนเบาะไปข้างหลังแล้วนอนเลยค่ะ ไม่อยากลุกขึ้นอีกแล้ว คิดในใจว่า เอาวะข้างในรถมีพระ ทำไรเราไม่ได้หรอก

พักนึง พี่บอยพูดขึ้นว่า “ไอ้บุ๋มไปไหนของมันวะ ไอ้บีกะไอ้ที ไปตามมันซิ สงสัยอยู่กับไอ้นั่นแน่ๆ” เรารีบปฏิเสธเลยค่ะเพราะกลัวมาก พี่บีลงไปคนเดียวค่ะ เราก็ห่วงพี่สาว เลยตัวสินใจเดินตามไปด้วย ตามคาดค่ะ ไปเจอพี่บุ๋ม คุยอยู่กับผู้ชายคนนั้นจริงๆ พี่บีเลยเรียกให้กลับบ้าน พอเรากำลังจะหันกลับไปขึ้นรถ เรารู้สึกเหมือนยังมีคนเล่นน้ำตกอยู่ เราเลยหันไปดู ชัดเลยค่ะ มีคนเล่นน้ำตกอยู่จริงๆ เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่เราเห็นกวักมือเรียกเรา เราจับมือพี่บีแล้ววิ่งขึ้นรถเลยค่ะ



เมื่อทุกคนมาถึงที่รถแล้ว รถก็ออกทันที เราเห็นป้ายตรงทางเข้าน้ำตก เขียนว่า “น้ำตกวังตะไคร้” เราก็เฉยๆค่ะ คิดแค่ว่า จะไม่มาอีกแล้วว เราไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยกับสิ่งที่เจอ จนกระทั่งเปิดเทอม เราได้ทำรายงานเป็นกลุ่ม เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อนเราคนนึงในกลุ่มนางถามเราว่าปิดเทอมไปไหนมา เราเลยบอกว่า “ไปน้ำตกที่นครนายกมา” มันถามต่อว่า “วังตะไคร้ป่ะ” เราบอกว่า “อืมๆ” มันเลยถามต่อว่า “ถ่ายรูปมาบ้างมั้ย” เราก็บอกว่า “ก็มีถ่ายบ้างนะ กับพวกพี่ๆเราน่าจะมีถ่ายมาบ้างแหละ” มันบอกกับเพื่อนๆว่า “ทำเรื่องนี้แหละ น้ำตกวังตะไคร้ มีรูปแล้วไม่ต้องหา” แล้วนางก็ยิ้ม เพื่อนในกลุ่มดีใจกันใหญ่ ที่จะไม่ต้องทำอะไรเยอะ หน้าที่ของเราคือรวบรวมรูปถ่ายที่พี่ๆถ่ายมาได้(แอบคิดกันใช่มั้ยว่าถ่ายติดอะไรมา ไม่มีค่ะ)

เพื่อนๆเราแยกย้ายกันไปหาข้อมูล เมื่อวันที่ต้องรวมเล่มรายงานมาถึง พวกเราเอาข้อมูลมารวมกัน เราก็อ่านไปเรื่อยๆเพื่อที่จะได้พรีเซ้นต์ แต่เราเห็นกระดาษสองแผ่น อยู่นอกเล่มรายงานเราเลยถามเพื่อนว่า “นี่อะไรไม่รวมในเล่มเหรอ” เพื่อนคนที่หาข้อมูลนี้มาพูดขึ้นว่า “เอ้อ ว่าจะเอามาให้อ่าน” เพราะกลับไปเล่าให้พ่อฟังว่าจะทำเรื่องนี้ พ่อเลยบอกว่า “ที่น้ำตกวังตะไคร้ เคยมีภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วย” ก็เลยไปหามา แต่ไม่อยากเอาเข้าเล่ม เราเลยถามว่า “ทำไมวะ” แล้วก็หยิบขึ้นมาอ่าน ข้อความมีดังนี้ค่ะ

วิบัติภัยครั้งร้ายแรงนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.ย. 2537 ขณะนักท่องเที่ยวกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำอย่างสนุกสนานที่น้ำตกในอุทยานวังตะไคร้ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ได้เกิดคลื่นน้ำป่าขนาดมหึมาพัดพาทุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง รวมทั้งชีวิตผู้คนนับร้อยถูกสายน้ำกลืนหายไปในชั่วพริบตา และ 21 ชีวิตต้องสังเวยกับเหตุการณ์นี้ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อเวลา 14.00 น. ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังเพลิดเพลินกับสายน้ำของน้ำตกวังตะไคร้ เพียงแค่เสี้ยววินาที น้ำป่าสีแดงดั่งเลือดก็ไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรง จนนำไปสู่ความโกลาหล และโศกนาฏกรรมในที่สุด ขณะเกิดเหตุชาวบ้านในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ ต่างให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่บริเวณโขดหิน รวมถึงที่ลอยคอตามแรงของน้ำป่า และนี่เป็นแนวทางการช่วยเหลือที่เสี่ยงชีวิตของเจ้าหน้าที่ไม่น้อย เพราะกระแสน้ำก็พร้อมจะพัดพาเจ้าหน้าที่ขณะให้ความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน หลังจากน้ำป่าสงบลงก็ยังมีนักท่องเที่ยวสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก แม้จะสิ้นแสงในวันโศกนาฏกรรม แต่เจ้าหน้าที่ยังมีความหวังที่จะค้นหาผู้รอดชีวิต เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏกับเป็นร่างที่ถูกน้ำป่ากลืนวิญญาณ……

เราอ่านถึงแค่นี้ น้ำตาไหลเลยค่ะ สงสารผู้คนเหล่านั้นจับใจ เพราะเหตุผลที่พวกเค้ายังอยู่ คงเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่แท้จริงของเขา ปัจจุบันเราเชื่อว่า อาจมีวิญญาณบางดวงยังคงวนเวียนอยู่ ตั้งแต่นั้นมา เวลาใส่บาตรเราไม่เคยพลาดที่จะอุทิศส่วนกุศลให้เค้าเหล่านั้นเลย

ขอบคุณเรื่องจาก : Pantips.com เผยแพร่โดย : สมาชิกพันทิป ของเล่นสีชมพู

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive