Breaking Share-Si
Loading...

หายจากการ ปวดไมเกรน ปวดตา ได้โดยไม่ต้องกินยา เพียงแค่ทำตามวิธีนี้

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


หายจากการ ปวดไมเกรน ปวดตา ได้โดยไม่ต้องกินยา เพียงแค่ทำตามวิธีนี้

อาการปวดศีรษะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผลของโรคไมเกรน พฤติกรรมจ้องหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ โดยเฉพาะเหล่าพนักงานออฟฟิศที่มักจะรู้สึกปวดหัว ปวดตา ล้าสายตากันอยู่บ่อย ๆ


โรคไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยประมาณ 1 ใน 5 ของผู้หญิง และ 1 ใน 15 ของผู้ชายมีภาวะปวดศีรษะไมเกรน ผู้ป่วยมักจะรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยมีอาการปวดแบบตุ๊บ ๆ ที่ด้านหน้าหรือด้านข้างของศีรษะ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียนรวมถึงยังมีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียงเพิ่มขึ้น โดยไมเกรนมีหลายประเภท ได้แก่

1. ไมเกรนที่เห็นแสงวูบวาบ (migraine with aura) โดยผู้ป่วยจะเห็นแสงวูบวาบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่เริ่มปวดศีรษะ

2. ไมเกรนที่ไม่เห็นแสงวูบวาบ (migraine without aura) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเห็นแสงวูบวาบ แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะตามมาก็ได้ ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดหัวไมเกรนหลายครั้งต่อสัปดาห์ หรือบางคนอาจเป็นไมเกรนเพียงครั้งคราวก็ได้

วันนี้เรามีวิธีนวดรักษาอาการไมเกรน อาการตามัว ปวดหัว แถมยังเป็นการนวดที่ช่วยให้รอยตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้าหายไปอีกต่างหาก

โดยคลิปนี้เป็นวิธีนวดแก้ไมเกรน อาการปวดศีรษะ ปวดตา ของอาจารย์สุวัฒน์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำวิธีการนวดแก้ปวดขมับ รักษาอาการปวดหัวไมเกรน ปวดตา ตามัวด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยอาจารย์ได้บอกไว้ว่า การนวดนี้เป็นเสมือนการบริหารกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง อีกทั้งยังช่วยบริหารสายตาให้มีความคงที่มากขึ้น จากที่สายตาสั้นอยู่แล้วจะไม่สั้นไปมากกว่าเดิม หรือสายตายาวก็จะไม่ยาวขึ้นด้วย ที่สำคัญอาจารย์สุวัฒน์ยังบอกอีกด้วยนะคะว่า หากนวดตามคำแนะนำทุกวัน นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะแล้ว ยังช่วยลดเลือนรอยตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้าได้อีกต่างหาก

มาดูเคล็ดลับการนวดแก้ไมเกรนนี้กันเลย



1. เริ่มจากประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ใช้นิ้วโป้งคลำหาเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งตึงให้เจอ



2. เมื่อเจอเส้นแข็งบริเวณต้นคอแล้ว ให้ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างนวดคลึงไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2-3 นาที หรือจนกว่าเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งจากการหดเกร็งจะคลายตัวจนนิ่มลง โดยการนวดจุดนี้จะช่วยคลายความเมื่อยล้าของสายตาได้เป็นอย่างดี



3. หากรู้สึกเมื่อยนิ้วโป้งสามารถเปลี่ยนท่ามาใช้อุ้งมือนวดเส้นแข็งแทนได้



4. นวดเส้นกล้ามเนื้อท้ายทอยจนคลายตัวแล้ว ให้เปลี่ยนมากดจุดเจ็บบริเวณกกหู โดยใช้นิ้วโป้งคลำดูเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งและนูนออกมา ณ จุดนี้



5. ค่อย ๆ ใช้นิ้วโป้งกดจุดเจ็บเบา ๆ พยุงศีรษะอีกด้านไว้ด้วยมืออีกข้าง แล้วกดจุดพร้อมกับเงยศีรษะขึ้นข้างบน ท่านี้อาจทำให้มีเสียงในกกหูหรือมีอาการหูอื้อ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเป็นผลจากการที่เรากดจุดเท่านั้น อีกสักพักอาการจะหายไปเอง



6. เมื่อกดจุดเจ็บจนรู้สึกดีขึ้น ให้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างคลำหาเส้นที่แข็งบริเวณด้านหลังศีรษะ โดยคลำไล่ขึ้นไปด้านบน



7. เมื่อเจอจุดที่กล้ามเนื้อหดเกร็งจนแข็ง ให้ค่อย ๆ คลึงไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งศีรษะ



8. เสร็จแล้วให้เปลี่ยนมานวดด้านหน้าบริเวณกกหูถึงขมับ โดยจุดนี้มักจะพบว่าเส้นเลือดแดงมีการหดตัวในขณะที่เส้นเลือดแดงรอบ ๆ ศีรษะขยายตัว จึงทำให้บริเวณขมับมีอาการบวม เกิดอาการปวดศีรษะได้



9. ใช้นิ้วมือทั้ง 4 นิ้ว (ยกเว้นนิ้วโป้ง) เสยจากขมับย้อนไปหลังกกหู เพื่อให้เลือดเกิดการไหลเวียนดีขึ้น เสยรีดเส้นเลือดไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าอาการบวมที่ขมับลดลง จากนั้นสลับมาทำที่ขมับอีกข้างหนึ่ง



10. เมื่อรู้สึกผ่อนคลายขมับมากขึ้น ให้เปลี่ยนมานวดเสยจากหน้าผากขึ้นไปยังศีรษะต่อ



11. ถัดมาให้นวดที่ฐานคิ้ว โดยถ้าคลำไปจะพบเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งบริเวณคิ้ว ให้ค่อย ๆ ใช้ข้อนิ้วรีดเส้นแข็งนั้นเรื่อย ๆ จนกล้ามเนื้อคลายตัวลง



12. เปลี่ยนมานวดที่ใต้ฐานคิ้วเบา ๆ จนอาการปวดดีขึ้น



13. เสร็จแล้วให้ใช้ข้อนิ้วนวดเบา ๆ ที่ขอบตา เป็นการบริหารกล้ามเนื้อดวงตาให้ผ่อนคลายหายจากอาการปวด



14. บริหารดวงตาต่อโดยกรอกตาอย่างช้า ๆ ไปด้านขวา ด้านซ้าย ด้านบน และด้านล่าง อย่างละ 30 ครั้ง

ที่มา : health.kapook.com/view123674.html,

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive