Breaking Share-Si
Loading...

6 วิธี แก้ปัญหา "ก้างปลาติดคอ" ด้วยของใกล้ตัว ได้ผลชัวร์

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


พลาดมาทั้งชีวิต!! กระจ่างทันที 6 วิธี แก้ปัญหา "ก้างปลาติดคอ" ด้วยของใกล้ตัว ได้ผลชัวร์! และ "ข้อห้าม" เมื่อก้างติดคอ อาจทำให้เสียชีวิตได้

หลายคนคงเคยประสบปัญหานี้ กับอาการก้างปลาไปทิ่มค้างอยู่ภายในลำคอ อันเนื่องมาจากรับประทานอาหารประเภทปลา โดยเฉพาะปลาหลายๆชนิดที่มีก้างฝอยแหลมเล็กๆ แทรกอยู่ตามเนื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง หรืออาการเจ็บๆ แสบๆ เกิดขึ้นหากว่ามันทิ่มลงในบริเวณลำคอที่เป็นเนื้ออ่อน ก้างปลาเหล่านี้บางครั้งก็หลุดออกไปได้เอง แต่ก็มีบางครั้งที่มันไม่ยอมหลุดออกไป และก่อให้เกิดความรำคาญขึ้นจนหมดอารมณ์กินอาหารต่อเลยจริงไหม แต่วันนี้เรามี วิธี แก้ไขกับปัญหา ก้างที่ติดอยู่ที่คอ อยากรู้ว่า ต้องอ่าน


ปลา เป็นของโปรดของใครหลายคน เพราะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีให้เลือกหลายชนิด อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด และสารอาหารมากมายที่ช่วยบำรุงร่างกาย แต่บางคน เคี้ยวเนื้อปลาไม่ละเอียดอาจจะทำให้ก้างคิดคอจนรู้สึกรำคาญ เจ็บและรับประทานอะไรไม่ลงวันนี้มีหลากหลายวิธีในการเอาก้างปลาที่ติดคอมาฝาก

1. การกลืนกล้วย (เพื่อหวังให้ก้างปลาติดไปกับเนื้อกล้วยลงไปในท้อง) หากไม่มีข้าวเหนียวและขนมปังคุณอาจลองนำกล้วยสุกมาหั่นเป็นชิ้นขนาด 1/4-2/4 ลูก (แล้วแต่ขนาดของกล้วย) นำมาอมไว้ในปากสัก 1-2 นาที แล้วจึงค่อย ๆ กลืนลงไปโดยไม่ต้องเคี้ยวก็ได้

2. ปั้นข้าวสวยหรือข้าวเหนียวเป็นก้อน ขนาดประมาณลูกชิ้นลูกเล็ก แล้วกลืนลงคอไปทั้งก้อน เพราะก้างปลาอาจจะติดก้อนข้าวลงไปในกระเพาะด้วย

3. คั้นน้ำมะนาวสดๆ ประมาณ 1 -2 ช้อนโต๊ะ แล้วดื่มลงไปเลย เพราะกรดของมะนาวจะทำให้ก้างปลาอ่อนนิ่มลงและไหลลงกระเพาะไปได้ แต่ใช้ได้เฉพาะกับก้างปลาที่อ่อน มีขนาดที่ไม่ใหญ่ และไม่ปักลงคอลึกมาก

4. การดื่มน้ำส้มสายชู เป็นวิธียอดนิยมที่ใช้กันในประเทศจีน โดยการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำให้เจือจางแล้วดื่ม ซึ่งกรดของน้ำส้มสายชูจะช่วยทำให้ก้างปลาอ่อนนิ่มลงได้ (หลักการเดียวกันกับน้ำมะนาว) แต่ควรจะผสมในระดับที่เจือจางมาก เพราะหากผสมเข้มข้นเกินไปก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองคอยิ่งไปกว่าเดิมได้

5. เมื่อก้างติดคอให้ดื่มน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย แล้วเคี้ยวขนมปังให้พอชุ่ม แล้วพยายามกลืนลงคอไปทั้งก้อนเลย เพราะขนมปังจะช่วยดันก้างปลาที่ติดคอลงไปในกระเพาะได้

6. ถ้าก้างปลาติดไม่ลึกมาก เช่น บริเวณแถวลำคอส่วนบนและทอนซิล ให้ใช้น้ำเปล่ากลั้วในคออย่างแรง โดยต้องเงยหน้าขึ้นแล้วทำเสียงคร้อกๆ 3-4 ครั้ง จากนั้นบ้วนน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง

เป็นยังไงบ้างกับ วิธีแก้ปัญหา ก้างปลาติดคอ แสนง่าย เพียงแต่คุณไม่เคยรู้เท่านั้นเอง และวันนี้คุณรู้วิธีแล้ว อย่าลืมนำไปบอกต่อ บุตรหลาน บอกเพื่อน และคนรู้จัก หรือคนที่คุณรักด้วย  เพราะในบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน แต่เมื่อเรานั้นทราบวิธีแก้ไขแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี



ข้อห้ามเมื่อก้างปลาติดคอ

1. ห้ามใช้อุปกรณ์แหย่ลงในคอเพื่อเขี่ยเอาก้างปลาออกมา เพราะอาจจะทำให้อุปกรณ์ที่ใช้เขี่ยหลุดลงไปในคอและเกิดอันตรายได้

2. หลีกเลี่ยงการนวดหรือบีบบริเวณคอด้านนอก เพราะจะยิ่งทำให้ก้างปลาทิ่มลึกลงไปมากกว่าเดิมและเอาออกมาได้ยาก อีกทั้งยังอาจทำให้รู้สึกมากขึ้นด้วย

3. หลีกเลี่ยงการไอหรือการยืดคอ เพราะอาจจะทำให้ก้างปลาที่ติดอยู่ในคอหลุดลงไปในหลอดอาหารจนเป็นอันตรายกับหลอดอาหารได้

4. อย่าปล่อยให้ก้างปลาติดคอนานเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบเป็นหนองได้

5. หากใช้วิธีแก้ข้างต้นมาทุกกระบวนท่าแล้วยังไม่สามารถเอาก้างปลาหรือเศษกระดูกออกได้ แถมยังรู้สึกระคายเคืองที่คอมากขึ้นกว่าเดิม หนทางสุดท้ายที่ควรทำคือการไปพบแพทย์ เพราะหากมัวแต่รักษาด้วยตัวเองก็อาจจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้นหรือเกิดอาการอักเสบได้ ซึ่งคราวนี้ก็คงต้องกินยารักษาไปอีกนานเลยครับกว่าจะหาย

6. หากคอเกิดอาการบวมและเริ่มหายใจลำบาก ควรหยุดนำก้างปลาออกด้วยตัวเองแล้วรีบไปพบแพทย์ด่วน

ในกรณีที่ก้างปลาติดอยู่ในหลอดอาหารไม่สามารถนำออกได้ และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น หลอดอาหารทะลุมีหนองลามเข้าไปในช่องอกและเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ที่รู้สึกว่ามีอาการ

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจแม่บ้าน , medthai

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive