Breaking Share-Si
Loading...

เพียงคุณนำสิ่งเหล่านี้มาต้มรับประทาน ก็ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และโรคไตได้

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยกิน เพียงคุณนำสิ่งเหล่านี้มาต้มรับประทาน ก็ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และโรคไตได้

สูตรยาสมุนไพรที่ทุกคนทราบกันดี ว่ามีส่วนช่วยบำรุงร่างกาย หลายคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า กินยามากเกินไป จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

อย่างไรก็ตามชีวิตมักจะหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยต่างๆนานๆไม่ได้ ถ้าไม่อยากจะทานยาบ่อยๆ ก็ลองทำตามสูตรลับเหล่านี้ดูสิ เป็นของที่อยู่ใกล้ตัวทั้งหมด วิธีการทำก็แสนจะง่าย แค่นำสิ่งเหล่านี้มาต้มรับประทาน ก็สามารถช่วยป้องกันโรคได้หลายอย่างเลยที่เดียว


ผักชี

วิธีทำ : นำผักชีมาล้างให้สะอาดแล้วนำมาหั่น จากนั้นนำไปต้มกับน้ำจนสุก แล้วก็กรองเอาน้ำออกมานำดื่มทุกวัน จะสามารถช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างในไตได้

สรรพคุณ : ช่วยล้างพิษตกค้างในไต
ช่วยรักษาผื่นแดงสำหรับทารกได้ เมื่อทารกมีอาการผื่นแดงขึ้น คุณสามารถนำน้ำผักชีที่ต้มนั้นมาทาตรงผื่นแดง มันจะช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

ถั่วต้ม

วิธีทำ : นำถั่วลิสงมาต้ม ใส่เกลือลงไปนิดนึงแล้วต้มจนสุก เมื่อถั่วลิสงต้มลุก สารต้านอนุมูลอิสระของมันจะสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณ : ป้องกันโรคหัวใจได้และช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง
เนื่องจากในถั่วลิสงมีสารที่ช่วยลดปริมาณของไขมันที่ไม่ดีได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ถั่วลิสงมีสารต้านเอนไซม์โปรติเอส มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งและช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

แอปเปิ้ล

วิธีทำ : ปอกเปลือกแอปเปิ้ลทั้งหมด และกว้านเม็ดออก หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปต้มกับน้ำจนแอปเปิลนิ่ม ต้มเสร็จแล้วก็นำมากินได้เลย

สรรพคุณ :

1. ช่วยรักษาอาการท้องเสียให้กับทารกได้ อาการท้องเสียเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กโตมากกว่าในผู้ใหญ่ แอปเปิ้ลที่สุกและมีรสหวาน สามารถรักษาอาการและบรรเทาโรคท้องร่วงเฉียบพลันได้ โดยนำน้ำแอปเปิ้ลที่ได้จากการต้มหรือนึ่งมาบดให้ละเอียด ให้ลูกน้อยทานวันละ 2-4 ครั้งต่อวัน

2. ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดได้ แอปเปิ้ลสุกมีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเยอะ จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดได้อย่างดี ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงสามารถลองทำดูได้

มะละกอ

วิธีทำ

นำมะละกอมาปอกเปลือก แล้วหั่นเนื้อมะละกอใส่หม้อ เติมน้ำ นมสดและน้ำตาลทรายในปริมาณที่พอดี แล้วต้มให้สุกจนเปื่อย

สรรพคุณ :

1. ช่วยเติมความชุ่มชื้นต่อผิว มะละกอสุกสามารถบำรุงผิวของเราได้ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและช่วยเติมความชุ่มชื้นต่อผิว และยังสามารถช่วยรักษาอาการไอได้เป็นอย่างดี

2. ช่วยเรื่องสมดุลของความดันเลือดในร่างกาย

มะละกออุดมไปด้วยวิตามินเอ จะช่วยเรื่องสมดุลของความดันเลือดในร่างกายได้ดี และยังอุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยในการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี

เปลือกส้มโอ

วิธีทำ : ปอกผิวเปลือกส้มโอออก ล้างเปลือกส้มโอให้สะอาด แล้วหั่นเป็นเส้นเล็กๆ ต้มกับน้ำเป็นนานประมาณสิบนาที เพิ่มเนื้อส้มโอลงไปต้มจนนิ่มเปื่อย แล้วใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ

สรรพคุณ : ช่วยขับเสมหะ เปลือกผลของส้มโอ มีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด ใช้เป็นยาขับลม ขับเสมหะ แก้ท้องอืด แน่นหน้าอก ไอ และยังสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคหืดหอบได้ด้วย

ลูกพีช

วิธีทำ : นำลูกพีชมาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก หั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ นำไปต้มกับน้ำและใส่น้ำตาลทรายลงไปพอประมาณ ต้มจนนิ่มเปื่อย

สรรพคุณ : ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เนื้อลูกพีชสามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตได้ สาวๆคนไหนมีอาการปวดท้องประจำเดือน ลองทำกินดูนะ

ซานจา

วิธีทำ : นำซานจามาปอกเปลือกและเอาเมล็ดออก แล้วนำไปต้มกับฮวยซัวจนสุก ใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ
รับรองรสชาตจะอร่อยน่ากิมากๆ และยังสามารถช่วยในการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ทุกครั้งที่กินก็ไม่ควรกินเยอะนะคะ

พุทรา

วิธีทำ : ล้างพุทราให้สะอาดและกว้านเม็ดออก นำไปต้มกับน้ำจนสุก

สรรพคุณ : ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง การวิจัยพบว่า พุทราที่ต้มสุกแล้วนั้นสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงได้ ยังสามารถช่วยบำรุงรักษาการทำงานของอวัยวะของเราได้

**อย่าลืมแชร์เรื่องราวดีดีให้คนที่คุณรักได้อ่านกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : naykhaotom.com

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive