Breaking Share-Si
Loading...

ตัดใจทิ้งของไม่ได้ ระวังเข้าข่ายเป็น โรคทิ้งของไม่ลง Hoarding disorder

share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!
Share on Google Plus

Advertisements
Advertisements


ตัดใจทิ้งของไม่ได้ ระวังเข้าข่ายเป็น โรคทิ้งของไม่ลง Hoarding disorder

โรคเก็บสะสมของ หรือ Hoarding disorder ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวช คนเป็นกันเยอะมากครับ บางบ้านนั้นน่าเสียดาย ซื้อบ้านดีๆ อยู่ แต่ทำบ้านเน่าเต็มไปด้วย "ขยะ"ที่ตัวเองเรียกว่า "ของสะสม"

บางคนก็ขยันไปเดินซื้อขยะของเก่ามือสองเข้าบ้านทุกสัปดาห์ ทั้งที่ยังบอกตัวเองไม่ได้ว่าซื้อมาทำไม เพียงแต่บอกว่ามันราคาถูก มันหายาก มันอยากได้มานานแล้ว จนบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของไปทุกตรางนิ้ว ไม่เว้นแม้แต่ข้างที่นอนของตัวเอง


Hoarding disorder หรือโรคสะสมของนั้น ไม่จำกัดเพียงวัตถุ สัตว์เสี้ยงก็นับรวมเช่นกัน Cat hoarding บางบ้านเลี้ยงแมวเอาไว้เป็นสิบตัวจนเหม็นฉี่แมวไปทั้งบ้าน Dog hoarding ก็เลวร้ายไม่ต่างกัน หมานับสิบตัวเต็มบ้านเสียงเห่าและกลิ่นขับถ่ายรบกวนเพื่อนบ้าน



โรคนี้เกี่ยวข้องกับสภาพจิตของคนนั้นๆ ด้วยครับ ซึ่งเป็นเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช บางคนนั้นคุ้มดีคุ้มร้าย บางครั้งดีก็ดีมาก เวลาวีนแตกก็ทำตัวร้ายจนคนวิ่งหนีแม้แต่คนใกล้ตัว พบได้ประมาณ 2-5% ในคนทั่วไป มักพบในคนโสดหรือครอบครัวแตกแล้วอยู่ตัวคนเดียวมากกว่าคนมีชีวิตคู่ เริ่มมีอาการตั้งแต่วัยรุ่น และเป็นหนักมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ทำให้ประสิทธิภาพการตัดสินใจและการใช้เหตุผลที่ดีลดลง แต่สวนทางกับสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยงที่สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนรบกวนชีวิตประจำวัน

และสุดท้ายผู้ป่วยส่วนหนึ่งมักพบว่ามีความผิดปกติทางสมอง จากด้วยเพราะอายุที่มากขึ้น หรือมีอาการโรคสมองเสื่อม หรือสมองบางส่วนทำงานลดลง ส่งผลต่อการคิดและการตัดสินใจ

ผู้ป่วยส่วนมากมักจะมีความคิดว่าการกระทำของตัวเองนั้นถูกต้อง แต่คนอื่นนั้นผิดไปหมดทุกเรื่อง

เครดิตภาพ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ข้อมูลจาก Pat Hemasuk

Advertisements


Advertisements

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้นำไปอ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้ ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการนําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ในทุกกรณี โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม และควรต้องทราบว่า ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลทั่วๆ ไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับคนไข้ทุกๆคน

Advertisements

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

0 ความคิดเห็น

Share-Si.com : About me


share-si.com บทความดีๆ ข้อความโดนๆ แชร์ซิ !!!



Blog Archive